แต่งตัวให้โดนใจตั้งแต่วันไปสัมภาษณ์งาน แบบนี้สิได้ใจไปกว่าครึ่ง

ในการสัมภาษณ์งานไม่เพียงแต่กรรมการสัมภาษณ์จะเป็นผู้ถามคำถามคุณเท่านั้น คุณในฐานะผู้สมัครงานยังมีสิทธิที่จะถามคำถามกับคณะกรรมกาสัมภาษณ์อีกด้วย โดยที่หาก มียิงคำถามใส่คุณว่า “คุณมีคำถามอะไรจะถามมั้ย” อย่าปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอย จงถามกลับด้วยคำถามที่โชว์กึ๋น  ให้เขรู้ว่าคุณคือผู้สมัครงานที่น่าสนใจและเตรียมตัวมาอย่างดี มาลองหยิบเอาคำถามเหล่านี้ไปถามกลับดูบ้าง รับรองว่าจะสร้างความประทับใจให้ผู้สัมภาษณ์ไม่มากก็น้อย

ถามกลับไปว่า  บริษัทมีการจัดฝึกอบรม เพื่อการพัฒนาทักษะความรู้ในการทำงานให้กับคุณด้วยโปรแกรมอะไรบ้าง   มันสะท้อนให้เขาเห็นว่าคุณมุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเอง และคุณยังจะได้ทราบถึงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรขององค์กรด้วย  บางที่องค์กรก็จะมีการให้ทุนไปศึกษาต่อด้วย ตรงนี้คุณจะได้มีการเตรียมตัวเพื่อรับโอกาสดีๆเหล่านี้

ไม่น่าเกลียดที่จะถามว่า คุณจะสามารถทราบผลการสัมภาษณ์งานได้เมื่อไร เป็นคำถามที่กรณีที่ไม่รู้จะถามอะไร และควรปิดการสัมภาษณ์งานด้วยคำถามนี้ โดยสามารถ ถามเกี่ยวกับขั้นตอนในการพิจารณา และระยะเวลาที่เหมาะสมในการติดตามผลเพ่อที่คุณเอวจะได้บริหารเวลาส่วนตัวของคุณด้วย

ถามออกไปให้รู้ว่า คุณจะมีเส้นทางการเจริญก้าวหน้าอย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม เช่น หากคุณสามารถทำงานได้ตามที่บริษัทคาดหวังคุณจะมีความก้าวหน้าอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ หากดูแล้วว่าตำแหน่งงานของคุณเติบโตยากก็ไม่ผิดที่จะไม่ตัดสินใจร่วมงานกับองค์กรนี้

ถามให้รู้ว่ามีโครงสร้างการบังคับบัญชาอย่างไร เช่น  คุณขึ้นตรงกับใคร ต้องทำงานร่วมกับใครบ้าง คุณต้องรายงานผลการทำงานต่อใครโดยตรง สภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นอย่างไร ทีมของคุณมีใครบ้าง องค์กรคาดหวังให้คุณทำอะไร

ถามให้รู้ไปเลยว่าทำงานอย่างไรจึงจะเข้าตา เช่น มี KPI อะไรมาใช้ในการวัดผลการทำงาน  บริษัทมีการประเมินผลการทำงานของพนักงานอย่างไร รอบการประเมินเป็นอย่างไร  หากไม่ผ่านการประเมินมีมาตรการอย่างไร

การสอบถามกลับคืนต้องเป็นไปด้วยท่าทีของการต้องการทราบข้อมูลและเพื่อการแลกเปลี่ยน ถามด้วยคำถามสุภาพ ด้วยท่าทีที่มีความคำรบผู้ร่วมสนมนาอย่าถามด้วยความท้าทาย และจงแสดงให้ผู้สัมภาษณ์งานได้เห็นความมุ่งมั่น และความกระตือรือร้นของคุณที่ต้องการร่วมงานกับบริษัทและอย่าลืมที่จะประมวลคำตอบที่คุณได้รับเพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมที่คุณจะร่วมทำงานกับองค์กรนี้หรือไม้ ถ้าถามดีก็ทำให้คุณเห็นภาพ ชัดเจนยิ่งขึ้น  หากไม่มีคำถามเพิ่มเติมควรกล่าวว่าผู้สัมภาษณ์ได้ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแล้ว และกล่าวขอบคุณที่เปิดโอกาสให้สอบถาม  อย่าลืมว่าทุกนาทีที่คุณเผชิญหน้ากับผู้สัมภาษณ์คือเวลาที่คุณจะทำคะแนนให้คุณเป็นผู้สมัครงานที่น่าสนใจ


สมัครงานกับกรมจัดหางานดีไหม

สำหรับใครก็ตามที่กำลังหางานอยู่ หรือสมัครงานไว้หลายที่แล้วแต่ยังไม่มีบริษัทไหนเรียกไปสัมภาษณ์ซักที สำหรับหลายๆ คน  การสมัครงานกับกรมจัดหางานน่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายนะคะ เพราะสำหรับคนที่จบมาวุฒิการศึกษาสูงตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป

 

ส่วนมากก็ไม่นิยมสมัครงานกับกรมจัดหางานค่ะ เพราะฟังดูชื่อกรมการจัดหางานแล้วรู้สึกแปล่งๆ เหมือนตัวเองกำลังตกงานอยู่อย่างนั้น (ทั้งๆที่มันก็เป็นความจริงแหละเนาะ) แต่ก็รับไม่ค่อยได้อยู่ดีล่ะ ซึ่งส่วนมากผู้ที่จบปริญญาตรีขึ้นไปมักจะสมัครตรงหรือสมัครผ่านเวปไซต์ของบริษัทจัดหางานค่ะ เพราะรู้สึกว่าได้ผลดีกว่า

ส่วนกรมจัดหางานนั้นส่วนมากจะเป็นกลุ่มคนสายงานอาชีพ หรือวุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีค่ะ เพราะตลาดแรงงานระดับล่างค่อนข้างเต็ม เช่น ช่างต่างๆ เมื่อเป็นช่วงประจำร้านไหนก็ค่อนข้างจะอยู่ยาว ไม่ค่อยลาออกเท่าไหร่ นานๆ เราจะเห็นประกาศรับช่าง 1 ตำแหน่ง เขียนบนแผ่นกระดาษลังเล็กๆ   แปะไว้ที่หน้าร้าน อะไรแบบนี้เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง นายจ้างก็ไม่ค่อยมีเวลามาหาลูกจ้างจากกรมการจัดหางานเท่าไหร่ค่ะ

อย่างไรก็ดี ก็ยังมีบริษัทห้างร้านอีกมากมายที่ต้องการแรงงาน และเข้าไปค้นหารายชื่อจากกรมการจัดหางาน ต้องบอกว่าเยอะมากจริงๆ ค่ะ จนนายจ้างบางคนรอไม่ไหวถอดใจไปเลยก็มีเช่นกัน หมายถึงว่า ไม่รอรายชื่อลูกจ้างจากที่นี่แล้ว ไปหาที่ใหม่ดีกว่าอะไรทำนองนี้

และจุดที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของกรมการจัดหางานคือ ค่อนข้างมีข้อจำกัดในการให้รายชื่อแก่บริษัทนายจ้างค่ะ กระบวนการนั้นค่อนข้างซับซ้อนอยู่ กล่าวคือ กว่าที่นายจ้างจะได้รายชื่อมานั้นกรมการจัดหารงานอนุญาตให้ดูรายชื่อได้เพียงแฟ้มเดียว ซึ่งอาจจะยังไม่ได้ลูกจ้างทีมีความรู้ความสามารถหรือไม่ได้คุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ หรือสอง

ในการที่จะสามารถคัดรายชื่อออกมานั้นต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ซึ่งก็ทำให้บริษัทนายจ้างไม่อยากเสียเวลากับความยุ่งยาก ณ จุดนั้นค่ะ  ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งคือ การที่กรมการจัดหางานไม่สามารถนำรายชื่อของผู้สมัครงานหรือรายชื่อของแรงงานลงในเวปไซต์เพื่อการสืบค้นโดยง่ายได้ค่ะ

 

ซึ่งข้อนี้ค่อนข้างจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนายจ้างอยู่ไม่น้อย เพราะหากทำได้นายจ้างก็สามารถสืบค้นหาลูกจ้างได้อย่างเสรี ไม่เสียเวลา สะดวก และรวดเร็วอีกด้วย ส่วนทางด้านกรมการจัดหางานไม่สามารถตอบสนองเรื่องนี้ให้กับนายจ้างได้ เหตุเพราะรายชื่อผู้สมัครงานเอาไว้มีเป็นจำนวนมากมายมหาศาล

ครั้นจะนำขึ้นเวปไซต์แล้วเปิดให้โดยเสรี จึงไม่อาจทำได้ ดังนั้นแล้วกว่าที่จะมีนายจ้างสักคนติดต่อมา หรือเป็นการติดต่อจากกรมการจัดหางานก็ดี ค่อนข้างจะกินเวลาเป็นนานบางรายร่วมปี จนได้งานใหม่ไปแล้วก็มีค่ะ บางรายได้งานเร็วก็มี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับนายจ้างลูกจ้างว่าจะมาประสบพบเจอกันตรงกลางได้ช้าเร็วแค่ไหน

หากคุณสมบัติที่เรามีและคุณสมบัติลูกจ้างที่นายจ้างต้องการมาตรงกันเมื่อไหร่ โอกาสจ้างงานก็มีเกิดขึ้นได้เร็วค่ะ การฝากชื่อไว้ที่กรมการจัดหางานจึงเป็นเรื่องที่ทำไว้ก็ไม่เสียหาย


แบบนี้นี่เอง คุณถึงไม่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์งานสักที !!! รู้แล้วปรับตัวด่วน

คนหางานหลายคนสมัครงานไปหลายที่แต่ไม่มีวี่แววจะไปรับการเรียกไปสัมภาษณ์งานนั้นเพราความผิดพลาดบางอย่างที่คุณอาจไม่รู้ตัว เราได้รวบรวมความผิดพลาดที่ว่านี้มาให้คุณลองพิจารณากันดูถ้าพลาดตรงไหนอย่าลืมไปแก้ไขก่อนออกหางานใหม่อีกครั้ง

  1. คุณไม่อ่านรายละเอียดของประกาศรับสมัครงานให้ดี

ประกาศรับสมัครงานส่วนใหญ่ความยาวไม่เกิน 1 หน้า A4 แต่คุณก็ยังอ่านพลาด เช่นระบุอายุผู้สมัคร คุณอายุเกินแต่สมัครมา  กำหนดคุณสมบัติที่ชัดเจนเช่น ผ่านการคักเลือกทหารแต่คุณยังไม่ผ่านก็ยังสมัครมา  นอกจากขาดคุณสมบัติตามประกาศแล้งมันยังสะท้อนว่า เวลาทำงานจริงๆ ถ้ามีการมอบหมายงานคุณย่อมเป็นคนที่ไม่รอบครอบแบบนี้บริษัทจะไม่เสียเวลาดูใบสมัครของคุณเลย

  1. ส่งใบสมัครและ Resume มาโดยไม่มีการอธิบายใดๆ

มารยาทในการส่ง e-mail เป็นสิ่งที่ผู้สมัครงานต้องให้ความสนใจ บางคนส่ง e-mail ไปเพียงแต่พิมพ์ขึ้นต้นว่าสวัสดี แนบ Resume ไม่มีการอธิบายใดๆว่าสมัครงานตำแหน่งอะไรอย่างไง แบบนี้เจ้าหน้าที่ HR สัมภาษณ์งาน ที่รับ e-mail จะไม่เสียเวลากับ e-mail ที่ไร้มารยาทแบบนี้

  1. เข้าใจผิดว่าส่งใบสมัครหลายที่จะมีโอกาสมากกว่า

การที่คุณเลือกที่จะหว่าน Resume ออกไปเป็นจำนวนมาก จะทำให้คุณไม่มีเวลาในการปรับแต่งข้อความ หรืออีเมลของคุณให้เหมาะสมกับบริษัทนั้นๆ มันสะท้อนคุณขาดความรอบครอบ Resume หรือ จดหมายแนะนำตัวรวมทั้งข้อความต่างๆในเอกสารสมัครงานควรเป็นการเขียนสำหรับองค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะมากกว่า  เพราะรายละเอียดที่คุณควรระบุลงไปอาจไม่เหมือนกัน ซ้ำร้ายคือการเขียนชื่อบริษัทผิดและเขียนสลับกันโดยระบุชื่อบริษัทหนึ่งในใบสมัครงานแต่ส่งไปอีกบริษัทหนึ่ง

  1. คุณเขียน Resume ไม่ดีพอ

ความพลาดนี้เกิดบ่อยที่สุด  การเขียน Resume ที่ดีคือการโฆษณาตัวเองภายใน 2 หน้ากระดาษแล้วทำให้ HR อดใจไม่ไหวที่จะไปเชิญคุณมาสัมภาษณ์งานแต่ถ้าอ่านไปจนจบแล้วไม่มีความคิดว่าคุณน่าสนใจตรงไหนเลยแบบนี้ก็คงไม่ได้ไปต่อ เวลาจะเขียน Resume ให้นึกเปรียบเทียบว่าโฆษณาความยาว 15 วินาทีทำยังไงให้คุณอยากรีบลุกไปควักเงินซื้อสินค้าทำให้ได้แบบนั้นกับ Resume ของคุณ

 

 

  1. Profile คุณไม่น่าสนใจ

คนที่ค่อนข้างธรรมดา (Generic) โลกมักไม่จดจำ เช่นเดียวกันกับการเขียน Profile  ได้อย่างจืดชืดนั่นเอง การจะบอกเพียง คุณ Microsoft Word ได้ สามารถพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษได้เร็วกว่า 50 คำต่อนาที หรือแม้แต่การจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำพร้อมเกรดอันสวยหรู อาจไม่พอ แสดง Passion ของคุณให้สะท้อนใน Profile  ให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยควรรู้ว่าตำแหน่งที่มาสมัครกำลังมองหาคุณสมบัติอะไรและเขียนสะท้อนออกมาว่าคุณทำมันได้ดีขนาดไหน


ลงประกาศงานยังไงให้ดึงดูดใจผู้สมัครงาน “ที่ใช่” สำหรับองค์กร

ในมุมของคนหางานก็อยากได้งานที่ตัวเองต้องการ ในมุมของคนจ้างงานอย่าง HR ก็อยากหาผู้สมัครที่ใช่ ให้กับองค์กร ความท้าทายที่จะพูดถึงในวันนี้คือฝั่งของคนที่มีหน้าที่หาผู้สมัครมาทำงาน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้คือสงครามแย่งชิงคนเก่ง การดึงดูดให้ผู้สมัครงานไปสมัครงานกับองค์กรได้นั้นเป็นการชี้วัดภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรทางหนึ่ง

สิ่งที่คน HR ยุคใหม่ต้องทำก็คือการสร้างแบรนด์ให้กับองค์กรผ่านการ ลงประกาศรับสมัครงาน ให้คนหางานอยากจะเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร คำถามคือ HR ต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะทำให้คนเก่งที่ใช่สำหรับองค์กรมาสมัครงานกับองค์กร

  1. ให้ข้อมูลตำแหน่งงานอย่างรอบด้าน

แสดงข้อความที่ระบุ ขอบเขตหน้าที่งาน (Job Responsibility) ใช้ชัดเจน เพื่อที่ผู้สมัครจะได้เปรียบเทียบสิ่งที่องค์กรต้องการกับความสามารถของผู้สมัครงาน  หากระบุไม่ชัดเจนก็เป็นการยากที่จะได้ผู้สมัครที่ตรงกับความต้องการขององค์กร

  1. ข้อมูลค่าตอบแทนไม่ควรเป็นความลับ

การระบุเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ตอบแทน จะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจของผู้สมัครงานได้  ไม่เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย  ทั้งนี้เป็นที่รู้กันว่าเรื่องค่าตอบแทนเป็นความลับอย่างหนึ่งที่องค์กรต้องปิดไว้ไม่ให้องค์กรอื่นรู้ ดังนั้นเทคนิคที่ดีคือการระบุค่าตอบแทนเป็นช่วง เช่น ระหว่าง 70,000-100,000 บาทต่อเดือน  แล้วแต่ตกลงและความสามารถ

  1. ประกาศรับสมัครงานต้องมีข้อมูลเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

การประกาศรับสมัครงานในปัจจุบันทำไดหลายวิธีโดยผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ อย่างไรก็ตามคุณต้องอัพเดทให้รายละเอียดในการประการงานเป็นปัจจุบัน บางตำแหน่งอาจต้องมีเวลาสรรหาอยู่เป็นปีหากมีการแก้ไขประกาศต้องแก้ไขในทุกสื่อที่ลงประกาศเพื่อป้องกันความคาดเคลื่อน

  1. เน้นความง่ายในการเข้าถึง

ปัจจุบันการประกาศงานสามารถทำผ่าน Application และ Social  Media ต่างๆที่แสดงผลในสมาร์ทโฟนได้แล้วคุณต้องไม่พลาดโอกาสนี้เด็ดขาดเพราะจะทำให้ตำแหน่งงานที่กำลังสรรหาเข้าถึงกลุ่มคนสมัครงานได้มากขึ้น

 

  1. สื่อสารแบรนด์ออกไปให้ดึงคนเก่งมาร่วมงาน

วิธีการสื่อสารแบรนด์มีหลากหลาย ทั้งการใช้ Viral Video การทำสื่อในกระแสหลัก หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้คนเห็นว่าองค์กรของคุณมุ่งมั่นที่จะทำกิจการใดด้วยการมีอุดมการณ์เป้าหมายอย่างไร หากสิ่งที่องค์กรกำลังทำมีความสอดคล้องกับคนเก่งที่กำลังหางานอยู่เขาเหลานั้นจะเข้ามาหาองค์กรของคุณแน่นอน ดังนั้นคุณในฐานะ HR ต้องรู้ง่ากลุ่มเป้าหมายเช่นคนรุ่นใหม่ Gen Z นั้นสนใจอะไร ต้องการทำงานกับองค์กรที่มีวัฒนธรรมอย่างไร และสื่อสารองค์กรออกมาในภาพลักษณ์ดังกล่าว


คำถามต้องห้ามระดับ 10 กะโหลก อย่าโชว์กึ๋นเพื่อฆ่าตัวเองในวันสัมภาษณ์งาน

การสัมภาษณ์คือการพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนบทสนทนาระหว่างกัน คำถาม สัมภาษณ์งาน บริษัทจะพิจารณารับคนที่อยากให้ความร่วมมือกับบริษัทอย่างจริงจังในระยะยาว การสัมภาษณ์งานนั้นพิจารณาหลายสิ่งจากผู้สมัครงานทั้งความรู้ ไหวพริบ การวางตัว บุคลิก และมารยาท ดูได้จากอะไรก็ได้จากการตอบคำถามและการถามคำถามออกไปของผู้สมัครงานนั้นเอง  หากคุณไม่อยากพลาดงานดีๆ จงหลีกเลี่ยง “คำถามต้องห้ามระดับ 10 กะโหลก ” ต่อไปนี้

  1. ตำแหน่งนี้ ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง?

สิ่งที่คุณต้องหลีกเลี่ยง คือคำถามพื้นฐานที่คุณควรรู้อยู่แล้วจาก Job Description ที่ลงประกาศเอาไว้ การที่ถามเช่นนี้เท่ากับการบอกให้รู้ว่าคุณไม่ได้หาข้อมูลที่ควรจะรู้มาเลย และยังแสดงให้เห็นอีกว่าคุณไม่ได้จริงจังกับการมาสมัครงานที่นี่ เพราะในความเป็นจริง คนเราไม่รู้ว่าต้องทำงานอะไร จะมาสมัครหรือ สิ่งที่ควรถามคือคำถามที่แสดงให้เห็นว่าคุณมีพื้นฐาน มีความรู้ครอบคลุมเกี่ยวกับตำแหน่งนั้นๆ และพร้อมทำงานนั้น  เชน เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน 3 ปีข้างหน้า องค์กรต้องการให้คุณมีความรู้ความสามารถอะไรเพิ่มเติม หรือ หากต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าที่ระบุไว้องคกรจะมีการฝึกอบรมใดมารองรับการพัฒนาความสามารถของคุณ

  1. บริษัทนี้ เป็นบริษัทมหาชนหรือเปล่า?

คุณสามารถค้นหาได้ตามหน้าเว็บไซต์บริษัทหรือเว็บไซต์ข่าวธุรกิจทั่วไป การที่คุณถามคำถามนี้กับผู้สัมภาษณ์ ก็เท่ากับว่าคุณทำการบ้านมาไม่ดี และออกจะเป็นคำถามเชิงท้าทายว่านี่บริษัทนิเป็นมหาชนหรือไม่ถ้าไม่ใช่คุณคงไม่อยากทำงานด้วยแบบนี้สร้างอคติให้กับกรรมการสัมภาษณ์เปล่าๆนะ  ลองสอบถามให้โชว์กึ๋นสักหน่อย จะดีกว่า เช่น ทราบมาว่า บริษัทติดอยู่ใน SET100 อบากทราบว่าบริษัทมีเป้าหมายที่จะเข้าสู่การติดอันดับ SET50 หรือไม่ และมีแนวทางอย่างไร องค์กรคาดหวังว่างานในตำแหน่งที่คุณทำจะสนับสนุนเป้าหมายขององค์กรได้อย่างไร

  1. ถามออกไปว่าองค์กรคุณเช็คประวัติผู้สมัครด้วยวิธีไหน?

คำถามนี้ไม่สร้างสรรค์และดูละลาบละล้วงมากทีเดียว เพราะเรื่องนี้เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของบริษัทที่จะทำการตรวจสอบประวัติของผู้สมัครงาน อาจทำได้หลายวิธีที่ไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้สมัครจึงเป็นคำถามที่ไม่รู้จะถามให้ได้อะไรขึ้นมา

 

  1. จะได้เลื่อนตำแหน่งตอนไหน ​​?

การที่จะโพล่งถามถึงระยะเวลาที่คุณจะได้ปรับเลื่อนตำแหน่งในขณะสัมภาษณ์ดูไม่ดีในเรื่องของการใช้คำถามแท้จริงแล้วสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ถามได้แต่อยู่ที่การตั้งคำถาม การใช้ภาษา และจังหวะในการถาม หากคุณเปลี่ยนเป็นคำถาม เช่น ขออนุญาตสอบถามถึงแผนความก้าวหน้าในสายอาชีพของตำแห่งนี้ เพื่อให้ทราบข้อมูลในการพัฒนาตัวเอง หรือ องค์กรคาดหวังอย่างไรที่จะเห็นพัฒนาการการทำงานและผลงานของคุณ แบบนี้ก็เป็นคำถามที่เหมือนเรียบเคียงถามถึงการเลื่อนตำแหน่งแล้ว

 


งานนั้นก็ดี งานนี้ก็ใช่ เลือกงานยังไงให้คุณไม่ผิดหวัง

การหางานบางทีก็แสนลำบากกว่าจะได้งาน แต่บางทีนั้นกลับมีงานหลายอย่างเข้ามาให้คุณตัดสินใจเลือก  และแน่นอนว่าการตัดสินเลือกงานไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่าการเลือกทำงานที่ใดที่หนึ่งจะต้องอยู่ที่นั่นไปอีกนานพอสมควร คนหางาน ลองพิจาณาถึงสิ่งเหล่านี้เพื่อประกอบการตัดใจในการเลือกที่ทำงานให้ดีที่สุด

  1. สภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นอย่างไร

ลองพิจารณาว่าเท่าที่ได้สัมผัสวัฒนธรรมองค์กรและลักษณะการทำงานของแต่ละที่เป็นอย่างไร สิ่งนี้ดูได้จาก ผู้คนแต่งตัวยังไง  การทักทายระหว่างกันเป็นยังไง  การทำงานดูกดดันหรือไม่ สัมภาษณ์คุณมีลักษณะนิสัยใจคออย่างไร

  1. สวัสดิการของแต่ละที่เป็นยังไง

สวัสดิการที่บริษัทต่างๆให้กับพนักงานทั้งในส่วนของตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน ลองดูในหน้าเว็บไซต์ของบริษัทว่าบริษัทนั้นๆ มีกิจกรรมและสวัสดิการอย่างไรที่นอกเหนือไปจากเงินเดือนและโบนัส และเงื่อนไขการให้สวัสดิการเป็นอย่างไร

  1. มองถึงความก้าวหน้า

คุณต้องดูไปถึงความก้าวหน้าในสายอาชีพด้วย คุณอาจจะดูจากแผนภูมิบริษัทว่าบริษัทมีตำแหน่งงานเยอะหรือไม่ หากคุณเข้าทำงานในตำแหน่งนี้แล้วมีโอกาสจะขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้นหรือไม่ อาจลองเปรียบเทียบอายุของคนแต่ละตำแหน่งโดยคาดคะเนจากรูปภาพที่ปรากฏในโครงสร้างองค์กร ถ้าคนในแต่ละตำแหน่งที่สูงขึ้นไปอายุไม่ห่างกันมากก็คาดเดาได้ว่าการเลื่อนขั้นคงไม่ต้องใช้เวลานานนัก

  1. เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย

สองใช้ทั้งความรู้สึกและเหตุผลรวมถึงหลักฐานต่างๆ เขียนออกมาเป็นข้อดีและข้อเสีย ที่คุณปลื้มไม่ปลื้มจุดที่คุณอาจจะเฉยๆ กับแต่ละบริษัทแต่ละแห่ง พยายามเขียนรายการออกมาให้หมด จากนั้นให้คะแนนตามความสำคัญ เช่น ถ้าคุณเน้นเรื่องเงินเดือน ก็พิจารณาเรื่องนี้ก่อน หากเน้นเรื่อง สถานที่ทำงานใกล้บ้าน งานตำแหน่งที่อยากทำจริงๆ เพื่อนร่วมงานดี ก็เริ่มให้คะแนนจุดนั้นก่อน อาจตั้งคะแนนเต็ม 5 ในแต่ละข้อและสุดท้ายรวมคะแนนดูสิว่าที่ไหนได้คะแนนมากที่สุด

 

  1. ใช้สัญชาติญาณตัดสิน

บางทีความชอบจากสัญชาตญาณก็เป็นสิ่งนำทางที่ดี การเข้าไปในสถานที่แห่งไหนแล้วรู้สึกว่าเคมีตรงกับคุณนั้นเพราะมีบางอย่างดึงดูดคุณนั่นเอง ที่ที่จะเป็นที่ของคุณมักมีพลังงานบางอย่างที่ปล่อยออกมาให้สัมผัสได้

หากกเลือกได้แล้ว ก็อย่าทำให้บริษัทที่ติดต่อเข้ามาต้องรอนาน ตอบตกลงเข้าทำงาน และเตรียมพร้อมเข้าสู่การเป็นบุคลากรใหม่ขององค์กรได้เลย เมื่อได้เลือกแล้วจงทำงานที่เลือกให้ดีที่สุดพิสูจน์ตัวเองให้มีผลงานที่ดีความก้าวหนาจะมาหาคุณอย่างแน่นอน  แต่หากทำไปแล้วงานนี้ไม่ใช่สำหรับคุณจริงๆ เมื่อต้องหางานใหม่ก็จงเป็นผู้หางานที่มีคุณภาพเก็บบทเรียนจากที่เดิมไว้เพื่อหางานที่ใหม่ให้เหมาะกับคุณ


ทำอย่างไรให้การขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิเรื่องการงานสัมฤทธิ์ผล

คนหางาน คนทำงาน คนที่อยากมีความเจริญก้าวหน้าในงาน รวมทั้งคนที่มีปัญหาในการทำงาน ไม่อุปสรรคไม่เจริญก้าวหน้า การขอพรกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอีกวิธีหนึ่งคนที่มีศรัทธาจะทำเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ในการขอพรเรื่องการงานนั้น ต้องมีความตั้งใจเป็นที่ตั้ง หากตั้งใจดีแล้วก็มักประสบความสำเร็จหางานได้อย่างที่ตั้งใจ และการงานเจริญก้าวหน้า เพื่อให้ได้ผลตามความของผู้หางาน มีข้อแนะนำในการขอพรเรื่องการงานดังนี้

  1.  ขอพรโดยไม่ทำร้ายผู้อื่น

พรที่ขอต้องเป็นเรื่องดี  การขอให้ตัวเองได้ในสิ่งที่ดีนั้นย่อมทำได้ แต่ต้องไม่เป็นการเบียดเบียนหรือสร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่น  หากอยากขอพรเรื่องการงาน อย่าได้ไปแช่งให้คู่แข่งคนอื่นพินาศ และผู้ที่มาขอพรเรื่องการงานนั้น ก็ต้องเป็นคนขยันหมั่นเพียรในการประกอบกิจการงานด้วย  สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงจะช่วยให้พรที่ขอเป็นจริง

  1. ตั้งมั่นอย่างแรงกล้า

มีพลังจิตอย่างแรงกล้าที่จะส่งคำอธิษฐานให้เชื่อมต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์  สมัครงาน ทำสมาธิตั้งจิตที่แน่วแน่ที่สุด และเป็นจิตอันบริสุทธิ์ สื่อออกไปถึงความตั้งใจและนำเอาความตั้งใจนี้มาใช้ต่อในการทำงานและการหางานต่อด้วย

  1. มีสติในการขอพร

ผู้ขอพรต้องความดีเป็นที่ตั้ง ตั้งมั่นอยู่ในความดีอย่างมีแรงศรัทธา ควรเริ่มต้นจากการให้ทาน รักษาศีล และสวดมนต์ภาวนา ละเว้นการเบียดเบียนผู้อื่น  พูดในสิ่งที่เป็นมงคลกระทำสิ่งที่ไม่เป็นบาป เมื่อมีจิตใจที่ดีแล้วเวลาขอพรไปขอให้ขอพรที่ไม่มากจนเกินไป เช่น ขอให้ได้งานนี้ โดยขอให้ตนเองมีสติมีความรอบครอบในการเข้ารับการคัดเลือก หรื อ ขอให้การทำงานราบรื่นให้ผลงานออกมาดี เป็นที่ถูกใจของเจ้านายเพื่อให้ได้เลื่อนขั้น อย่าไปขอว่าให้ได้งาน ให้คู่แข่งแพ้พ่ายไป แบบนี้เป็นอกุศล

4.ต้องไม่ลืมขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร

มีความเชื่อที่ว่ากรรมเก่าก็เป็นวิบากกรรมที่สามารถส่งผลให้แรงอธิษฐานอ่อนพลังลงไปได้ จึงควรหมั่นขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรให้ยกโทษให้ และมาร่วมอนุโมทนาบุญกับการทำความดีทุกครั้ง

 

www.jobtopgun.com

  1.  ขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอานุภาพตรงตามเรื่องที่ขอ

โดยทั่วไปหาคุณจะขอในเรื่องการงานนั้นมักนิยมไปขอพรกันที่   ศาลเจ้าพ่อกวนอู  หลวงพ่อปู่ วัดชนะสงคราม  หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง ภูเก็ต  ท้าวมหาพรหมเอราวัณ  พระพิฆเนศ พระแม่มหาอุมาเทวี ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ศาลเจ้าพ่อเสือ  กรมหลวงชุมพร (เสด็จเตี่ย) เสด็จพ่อ ร.5


อย่าพลาด สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ขอพรการงานสมหวังดังใจ

คนไทยกับความเชื่อเป็นของคู่กัน การขอพรให้ได้ในสิ่งที่ปรารถนานั้นก็เช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่การหางาน มีความเชื่อมากมายถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะดลบันดาลให้ผู้หางานสามารถหางานได้ตามที่ปรารถนา www.jobtopgun.com ถ้าใครกำลังหาข้อมูลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยให้คุณได้งานเราเอาข้อมูลดีๆมาฝากกัน มาดูเลยว่าอยากได้งานต้องไปขอพรที่ไหน

  1. ศาลเจ้าพ่อกวนอู ถนนเทิดไท แขวงตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

ชาวจีนนั้นยกย่องให้ท่านเทพเจ้ากวนอู เป็นเทพแห่งสงครามและเป็นเทพแห่งชัยชนนะ การมาสักการะท่านก็จะส่งผลให้คุณประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง บริวารซื่อสัตย์ รวมถึงการสอบจะมีโอกาสมีชัยชนะเหนือศัตรูคู่แข่ง การไหว้เทพเจ้าพ่อกวนอูไหว้ได้ทุกวันแต่ถ้าจะดีที่สุดควนไปไหว้ในวันอังคาร ซึ่งจะเน้นผลเกี่ยวการแข่งขันการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งหากไหว่ในวันอาทิตย์ จะผลให้หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จ ของไหว้ให้เตรียมดอกไม้ธูปเทียน น้ำชาหรือเหล้าจีน

  1. หลวงพ่อปู่ วัดชนะสงคราม บนถนนจักรพงษ์ ใกล้กับถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ

วัดชนะสงคราม สร้างขึ้นใน ร. 1  เป็นอนุสรณ์ที่สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงมีชัยชนะต่อข้าศึกถึง 3 ครั้ง 3 ครา  หากคุณกำลังเผชิญหน้ากับปัญหา มีอุปสรรค มีศัตรูคู่แข่งที่น่ากลัว หากมาไหว้หลวงพ่อปู่ วัดชนะสงคราม รับรองว่าคุณจะเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างไปได้อย่างแน่นอน

การไหว้ขอพรให้ใช้ดอกไม้ธูปเทียนตามปกติ โดยควรไปไหว้หลวงพ่อปู่ซึ่งเป็นพระประธานในพระอุโบสถก่อน ให้เตรียม ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 1 ดอก และเครื่องสักการะ  และไปกราบอนุสาวรีย์สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทให้เตรียม ธูป 5 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 1 ดอกและอธิษฐานขอให้มีชัยชนะเหนือศัตรูคู่แข่งและเอาชนะอุปสรรคอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงไปได้

  1. หลวงพ่อแช่ม วัดฉลองอยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 8 กิโลเมตร

การไหว้หลวงพ่อแช่มจึงส่งผลให้การงานสำเร็จลุล่วงตามที่ปรารถนา ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านมีประปรากฏตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพราะในเวลานั้นมีพวกอั้งยี่ที่ก่อกบฏ หลวงพ่อแช่มท่านจึงได้มอบผ้าประเจียดให้ชาวบ้านเป็นเครื่องรางของขลัง เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เพราะแม้ว่าชาวบ้านจะมีน้อยกว่าแต่กลับเอาชนะพวกกบฏอั้งยี่ได้สมใจปรารถนา ก่อนที่จะไหว้หลวงพ่อแช่มนั้นให้คุณไปไหว้พระประธานก่อนตามธรรมเนียม จากนั้นจึงไปไหว้หลวงพ่อแช่มโดยใช้ดอกไม้ธูปเทียนตามปกติ ส่วนของที่นิยมนำมาแก้บนคือประทัด

การขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นการให้กำลังใจคนหางานในทางหนึ่งหากมีความศรัทธาและอยากไปไหว้ขอพรสามารถทำได้แต่ก็อย่าลืมที่จะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการหางานด้วยจะได้ช่วยเสริมกันทั้งสองทาง


พฤติกรรมสุด ยี้ !!! อย่าทำแบบนี้เวลาไปสัมภาษณ์งาน

สร้างความประทับใจแรกพบได้ (First Impression) เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สมัครงานต้องสร้างให้กับกรรมการสัมภาษณ์งานประทับใจให้ได้ เพราะมีผลต่อการพิจารณาให้คุณได้งานเป็นอย่างมาก เมื่อมีโอกาสได้ผ่านการรับเลือกให้เข้าสัมภาษณ์งานแล้ว ผู้สมัครงานจงทำให้ดีที่สุด และควรปฏิบัติตามมารยาทที่ดีในการสัมภาษณ์งาน โดยเลี่ยงที่จะทำพฤติกรรมต่อไปนี้

 

 

  1. อย่าดูเวลา หรือ มองนาฬิกาบ่อยๆ

รีบไปไหนรึเปล่า !! มีธุระรึอย่างไร กรรมการอาจจะตัดสินว่าคุณกำลังรีบ หรืออึดอัด และอยากจะออกไปจากการสัมภาษณ์เร็วๆ จึงไม่ควรทำ ควรที่จะจดจ่อและให้ความสำคัญกับการตอบคำถามของกรรมการจะดีกว่า

  1. โทรศัพท์ดังระหว่างสัมภาษณ์แบบนี้คะแนนติดลบแน่ๆ

ต้องปิดโทรศัพท์มือถือก่อนเข้ารับการสัมภาษณ์ถือเป็นมารยาทสากลที่ควรทำ เพราะเสียงโทรศัพท์ทำให้กรรมการสัมภาษณ์เสียสมาธิ และเป็นการขัดจังหวะการสัมภาษณ์งาน บางทีที่ถือเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญจะหยุดสัมภาษณ์และเชิญคุณออกจากห้องไปเลย

  1. แต่งตัวดีคือสุภาพไม่ใช่ของแพงและดูฟู่ฟ่า

การแต่งตัวไปสัมภาษณ์งานเน้นความสุภาพเรียบร้อย ด้วยชุดสากลไม่ควรแต่งตัวโดดเด่น เป็นที่ดึงดูดสายตาผู้คน การใส่มีเครื่องประดับควรพิจารณาให้ดี ใส่ได้แต่อย่าเยอะ จนรุงรัง นาฬิกาเรียบๆ แหวนเรียบๆถือว่าผ่าน แต่ถ้าถึงขั้นใส่สร้อย และตุ้มหาที่ระย้าห้อยลงมาคงไม่เหมาะ  และไม่จำเป็นต้องเป็นของแพง อีกอย่างกรุณาแต่งตัวคลุมโทน อย่างใส่เสื้อสีกางเกงหรือกระโปรงอีกสี และคลุมทับด้วยสูทอีกสี แบบนั้นดูขาดรสนิยมเหลือร้าย

  1. ควบคุมพฤติกรรมของตัวเองให้ดี

ทุกคนมักมีพฤติกรรมที่คุณชอบทำ โดยไม่รู้ตัว ต้องควบคุมตัวเองให้ดี เพราะหากไม่ควบคุมตัวเองพฤติกรรมนั้นอาจอาจเบี่ยงเบนความสนใจของกรรมการสัมภาษณ์ และทำให้กรรมการรำคาญจนเกิดอคติพฤติกรรมที่โดยปกติอาจไม่ใช่เรื่องแย่แต่สำหรับการสัมภาษณ์งานนั้นผู้สมัครงานต้องไม่กระทำคือ  การยักไหล่ การบิดขยับตัว สะบัดผม การกระพริบตาถี่ๆ การเขย่าขา  อาการล้วงแคะแกะเกา

 

  1. อย่าพูดรัวเร็วเป็นรถด่วน

การสื่อสารโดยคำพูดของคุณในการตอบคำถามกรรมการสัมภาษณ์ต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การพูดไม่ควรพูดเร็วจนรัว  ต้องเว้นจังหวะหายใจบ้าง ไม่พูดยาวนานจนกรรมการเบื่อไม่ตั้งใจฟัง  ควรพูดให้กระชับได้ใจความ  เว้นจังหวะให้ดี สังเกตพฤติกรรมผู้ฟังโดยมองดูว่าเขาต้องการสอบถามอะไรหรือไม่ ที่คุณกำลังตอบถ้าเห็นว่าเขาต้องการถามอะไรควรพูดจาให้กระชับและเปิดโอกาสให้กรรมการสอบถามคุณ

 

จำไว้ว่าการสัมภาษณ์งานอาจใช้เวลาเพียง 15-20 นาที แต่เวลาเพียงเท่านี้ผู้สัมภาษณ์มืออาชีพจะสังเกตพฤติกรรมของคุณอย่างละเอียดและวิเคราะห์คุณได้อย่างท่องแท้ และเวลาเพียงไม่นานอาจเปลี่ยนชีวิตของคุณไปเลย เตรียมตัวให้ดีก่อนไปสัมภาษณ์โอกาสได้งานจะเป็นของคุณ


ตลาดงานของคนจบไอทีแสนสดใส มีงานดีๆอะไรน่าสนใจมาดูกัน (2)

มาต่อกันเลยจ้า กับสาขาด้านไอทีที่จบมาแล้วเนื้อหอมมากๆ จากที่เคยนำเสนอ งานไอที ไปแล้วถึง 5 สาขา ต้องบอกว่ายังมีอีก 5 สาขาเลยทีเดียวที่เนื้อหอมไม่แพ้กัน อย่าเสียเวลากันเลยมาดูมาชมกันจ้า

 

  1. สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ รวมทุกความสามารถของสายไอที

Computer engineering เน้นเรียนในเรื่องการออกแบบ การสร้าง ทดสอบ วิเคราะห์ จนไปถึงเรื่องการบำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์ (Software) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (Hardware) และเครือข่าย (Network) ที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูล   สมัครงาน ในตำแหน่ง วิศวกรคอมพิวเตอร์ วิศวกรระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ได้สบายๆ และยังพ่วงตำแหน่ง นักออกแบบซอฟต์แวร์ นักออกแบบระบบ ได้อีกด้วย

  1. สาขาวิศวกรรมเครือข่ายและความปลอดภัย สาขาใหม่ของสายไอทีที่องค์กรว๊อนนนมากก

Network Engineering and Security เจาะลึกเกี่ยวกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การออกแบบเครือข่าย การดูแลและจัดการระบบเสมือนจริง ความมั่นคงปลอดภัยในเทคโนโลยีเครือข่าย และยังรวมถึงเรื่องการพัฒนาโปรแกรมบนเครือข่าย อีกด้วย ตำแหน่งวิศวกรเครือข่าย ผู้ดูแลความมั่นคงปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย วิศวกรควบคุมดูแลระบบคอมพิวเตอร์ รอให้ไปสมัครกันเลยจ้า

  1. สาขากราฟิกดีไซน์ ถ้าชอบการออกแบบต้องไม่พลาด

Graphic design เรียนเกี่ยวกับการคิดและออกแบบ การจัดองค์ประกอบ การใช้สี การพิมพ์ เช่น งานถ่ายภาพ งานสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโฆษณาทั้ง 2D และ 3D นอกจากนี้ยังจะได้เรียนเกี่ยวกับเครื่องมือต่างๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานออกแบบกราฟิก อาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น นักออกแบบกราฟิก นักออกแบบเว็บไซต์ นักออกแบบนิทรรศการ พร้อมให้คนที่เรียนจบไปสมัครงานกันมากมาย หลายองค์กรที่กำลังแข่งขันกันด้วยการสร้าง Digital Content กำลังต้องการมาก

  1. สาขาแอนิเมชันและมัลติมีเดีย ใครชอบครีเอทต้องไปเรียน

Animation and Multimedia ใครมีความคิดสร้างสรรค์แสดงออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยในสาขาวิชานี้เราจะเรียนเกี่ยวกับการผลิตสื่อทางมัลติมีเดีย สื่อแอนิเมชัน 2D และ 3D นอกจากนี้เรายังจะเรียนเกี่ยวกับการสร้าง Visual Effect และสื่อสิ่งพิม์ต่างๆ อีกด้วย อาชีพล้ำๆอย่าง นักสร้างแบบจำลอง ศิลปินดิจิทัล นักออกแบบ Special Effect หรือ Visual Effect นักออกแบบคอมพิวเตอร์ นักออกแบบเว็บไซต์ นักออกแบบกราฟิก รอให้คนที่เรียนจบไปสมัครงานเพียบเลย

 

  1.  สาขาวิชาวิศวกรรมนวัตกรรมคอมพิวเตอร์ สาขาสำหรับคนไอทีที่เป็นนักคิดที่มีไอเดียเจ๋งๆ

Computer Innovation Engineering : CIE  เน้นการเรียนรู้ทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น เทคโนโลยีคลาวด์ Mobile computing Cybersecurity Big data analytics และ Internet of Things ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัลในอนาคต  ตลาดงานสำหรับผู้จบสาขานี้ยังไปได้อีกไกล สามารถทำงานได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และทำงานได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น วิศวกรระบบคอมพิวเตอร์แบบฝังตัว (Embedded) นักออกแบบผลิตภัณฑ์ นักพัฒนานวัตกรรมด้านไอที วิศวกรรทางด้านระบบ Cloud วิศวกรนวัตกรรม

 

ต้องยอมรับเลยว่าคนไอทีในนาทีนี้เนื้อหอมจริงๆ แต่สำหรับใครที่ไม่ได้เรียนจบด้านไอทีอยากทำงานที่เกี่ยวข้องก็สามารถพัฒนาตัวเองด้วยคอร์สระยะสั้นได้เช่นกัน เพราะหลายองค์ความรู้มีการสอนให้กับผู้ที่สนใจ ถ้าคุณมีความสามารถด้านไอทีก็น่าจะทำให้องค์กรสนใจในตัวคุณมากขึ้น


ตลาดงานของคนจบไอทีแสนสดใส มีงานดีๆอะไรน่าสนใจมาดูกัน

ยุคดิจิทัลคือยุคทองของคนจบไอที โดยแท้ เพราะเป็นสาขาที่ตลาดงานต้องการมากทีเดียว วันนี้อยากนำเสนอถึงสาวิชาของสายงานไอที เป็นไอเดียให้น้องที่กำลังจะเลือกเรียนในสายนี้ได้เห็นแนวทางของการสมัครงานในอนาคต บางทีเราก็ต้องเตรียมความพร้อมของการหางานตั้งแต่ก่อนเลือกสาขาที่จะเรียนจริงไหม มาดูกันเลยว่าถ้าใจรักทาไอทีเลือกเรียนสาขาไหน จบออกมาแล้วจะสมัครงานอะไรได้บ้าง

 

  1. วิทยาการคอมพิวเตอร์สาขาวิชาโดยตรงของสายงานไอที

Computer Scienceเรียนเกี่ยวกับการเขียนโค้ด (Coding) การพัฒนาโปรแกรมด้านคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ในส่วน Network Software และ Hardware เรียนจบมาหางานด้านไอทีได้เกือบทุกงาน ทั้ง โปรแกรมเมอร์ ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล งาน คอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่เทคนิค หรืองานผู้เชี่ยวชาญระบบคอมพิวเตอร์ นักวิเคราะห์และออกแบบโปรแกรม

  1. เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้เรียนทั้งไอทีและเอามาประยุกต์กับหลายสิ่ง

Information Technology เป็นสาขาวิชาประยุกต์ที่เรียนการเขียนโปรแกรม การใช้โปรแกรมเบื้องต้น การทำกราฟิก การสร้าง Content สามารถประกอบอาชีพทางด้านไอทีได้คล้ายๆ กับComputer Science โดยสามารถสมัครงานในตำแหน่ง นักวิชาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิเคราะห์และออกแบบระบบงานด้านสารสนเทศ นักพัฒนาเว็บไซต์

  1. Gamer ที่แท้ทรูก็ต้องเรียน สาขาเกมและสื่ออินเทอร์แอคทีฟ สิจ๊ะ

Game and Interactive Media เป็นสาขาวิชาที่ได้รวมเอาศาสตร์หลายอย่างมารวมกันไว้เป็นที่สนใจของเด็กยุคใหม่เป็นอย่างมากและตลาดงานก็ต้องการตัวสุดๆ เป็นการเรียนโดยเข้าถึงองค์ความรู้ของ วิทยาการคอมพิวเตอร์ นิเทศศาสตร์ ศิลปะ การออกแบบ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบเกมและมัลติมีเดีย จะเน้นการเรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างภาพเคลื่อนไหวและงานทางด้านกราฟิก โดยจะเป็นการใช้เครื่องมือทั้ง Software และ Hardware ถือว่า ว้าววว มาทีเดียวจ้า  จบมาแล้วก็หางานในตำแหน่ง นักพัฒนาเกม ผู้เชี่ยวชาญเกมเอนจิ้น โปรแกรมเมอร์สำหรับเกม นักออกแบบเกม ได้เลย

  1. สารสนเทศการแพทย์ สาขาใหม่ที่ทำให้ไอทีวิทยาศาสตร์สุขภาพใกล้กันมากขึ้น

Medical Informatics ได้ยินชื่อครั้งแรกอาจแปลกใจแต่ยุคนี้แล้วไอทีก็สามารถไปเกี่ยวข้องได้กับศาสตร์ทุกแขนง นี่เป็นอีกหนึ่งสาขาวิชาที่มีความน่าสนใจ ต้องเรียนรู้ทั้งเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข เพื่อรองรับ การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ด้านการแพทย์ และการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ จบมาแล้วมีตำแหน่งงานดีๆอย่าง นักวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ นักวิเคราะห์ระบบด้านการแพทย์และโรงพยาบาล นักเวชสถิติ หรือจะระดมทุนทำ Healthtech ในแบบของ startup ก็ยังได้

  1. สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจไอทีที่ไปสนับสนับการทำธุรกิจ

Business Computer มีคนสนใจเข้าศึกษาเรียนมากได้รับความนิยมมานานและตอนนี้ก็ยังนิยมกันอยู่ ในอนาคตก็ยังเป็นที่ต้องการจองตลาด เป็นการนำเอาระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับงานด้านธุรกิจและการจัดการ จบมาแล้วไม่ต้องกลัวตกงาน เพราะมีตำปหน่งงานดีๆอย่าง เจ้าหน้าที่ฝ่ายคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนด้านซอฟต์แวร์ (Support) เจ้าหน้าที่ฝ่าย E–Learning เจ้าหน้าที่ฝ่ายระบบงานสำนักงาน รออยู่

ไม่หมดเพียงเท่านี้ใน ยังมีสาขาด้านไอทีที่น่าสนใจอีกหลายสาขาที่บอกเลยว่าเนื้อหอมสุดๆแต่ขอเอาไว้เล่าต่อในอีกบทความหนึ่ง อย่าลืมติดตามอ่านกันนะจ๊ะ


ฟรีแลนซ์มืออาชีพต้องรู้อะไรบ้างให้การรับจ๊อบไม่ต้องจบที่ความเจ็บใจ

ฟรีแลนซ์ ถือเป็นเทรนด์โลกที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อาชีพอิสระไม่ขึ้นกับองค์กรหรือที่เรียกว่า Gig Economy นี้มีความน่าสนใจมากทีเดียว  และกระแสการทำงานแบบฟรีแลนซ์กำลังเป็น Lifestyle ของคนยุคใหม่ที่ตอบโจทย์  work-life balance หลายคนที่เลือกเดินสายนี้ให้เหตุผลในเรื่อง ความยืดหยุ่นและอิสระ  รวมทั้งการได้แสดงศักยภาพและมีความท้าทายที่ได้ทำงานกับองค์กรที่หลากหลาย

ในประเทศไทยมีผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือที่เรียกว่า ฟรีแลนซ์ กว่า 21 ล้านคน คิดเป็น 55.6% งานออกแบบกราฟฟิก ถือเป็นงานยอดนิยม เช่น การออกแบบทำโลโก้ การทำแบนเนอร์ งานออกแบบสื่อโฆษณา งาน Illustrator และ งานออกแบบบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงงานออกแบบหน้าเว็บไซต์ การเขียนคอนเทนท์ งานด้าน SEO คืองานฟรีแลนซ์ยอดนิยม การจ้างพนักงานประจำสำหรับงานเหล่านี้จึงไม่ใช่สิ่งจำเป็น และยังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับธุรกิจ

วงการนี้ใหญ่มากกว่าที่หลายคนคิดโอกาสในการหางานดีๆคงมีแน่นอน แต่การเป็น ฟรีแลนซ์ ยังคงมีความ “เหนื่อย”  และ “เสี่ยง”

เมื่อวงการฟรีแลนซ์ขยายตัวใหญ่ขึ้น การรับงานของฟรีแลนซ์ก็มีความซับซ้อนมากขึ้นและมีตัวเลือกในตลาดแรงงานมากขึ้นด้วย การที่ ฟรีแลนซ์ จะหางานแต่ละครั้งนั้น ก็มีการแข่งขันพอควร การว่าจ้างจากผู้ว่าจ้าง บางครั้งบางทีก็นำความเสี่ยงมาให้ ฟรีแลนซ์ ไม่น้อย

วันนี้คนทำงานฟรีแลนซ์ต้องแสวงหาแนวทางลดความเสี่ยง ทั้งจากการถูกผู้ว่าจ้างเบี้ยวงาน กดราคา  รับงานไปไม่จ่ายเงิน ถูกฟรีแลนซ์อื่นๆตัดราคา การรับจ๊อบมาสุดท้ายต้องเสียเวลาและเจ็บใจ ถ้าคุณอยากจะเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพที่ไม่ต้องมาเจ็บใจจากการรับงาน สิ่งที่ต้องรู้มีดังนี้

  1. แสดงตัวว่ามีผลงาน ทำให้ผู้ว่าจ้างรับรู้คุณภาพ ความพึงพอใจของผู้เคยจ้างงานจริงก่อนใช้งานเป็นการคัดกรองผู้ว่าจ้างที่มีคุณภาพ
  2. ทำสัญญาการว่าจ้างให้ชัดเจน ระบุความต้องการเงื่อนไขการจ้างงานจากฝั่งผู้ว่าจ้างและฝั่งของ ฟรีแลนซ์ให้ดี ระบุงวดเวลาการจ่ายเงิน เงื่อนไขในการส่งและแก้งาน ให้ครบถ้วน
  3. จัดการะบบการจ่ายเงินให้ปลอดภัย เชื่อถือได้ สะท้อนได้ถึงความน่าเชื่อถือของคุณ จัดการตกลงเรื่องการรับเงินก้อนแรกจากผู้ว่าจ้างให้ดี ควรได้รับเงินอย่างน้อย 25% เมื่อส่งมอบงานรอบแรก ไม่ควรรับเงินเมื่อจบงานครั้งเดียวกรณีที่ชิ่นงานแบ่งส่งได้
  4. งานใหญ่ๆยังไงก็ควรไปเจอหน้าเพื่อพูดคุย บางทีการทำงานของฟรีแลนซ์นั้นไม่จำเป็นต้องพบกับนายจ้างเลยคุณสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครแต่ถ้างานที่มีค่าจ้างมากๆนั้นอย่างน้อยควรได้พบเพื่อพุดคุยกันให้เข้าใจจะดีกว่า และก็ควรรู้ว่าที่ตั้งขององค์กรผู้ว่าจ้างอยู่ที่ไหนอย่างไร

ยังไงฝากไว้สำหรับการรับงานและหางานของฟรีแลนซ์อยากให้เป็นไปโดยรอบครอบเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาเครียดเมื่อรับงานมาทำแล้ว