สมัครงานกับกรมจัดหางานดีไหม

สำหรับใครก็ตามที่กำลังหางานอยู่ หรือสมัครงานไว้หลายที่แล้วแต่ยังไม่มีบริษัทไหนเรียกไปสัมภาษณ์ซักที สำหรับหลายๆ คน  การสมัครงานกับกรมจัดหางานน่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายนะคะ เพราะสำหรับคนที่จบมาวุฒิการศึกษาสูงตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป

 

ส่วนมากก็ไม่นิยมสมัครงานกับกรมจัดหางานค่ะ เพราะฟังดูชื่อกรมการจัดหางานแล้วรู้สึกแปล่งๆ เหมือนตัวเองกำลังตกงานอยู่อย่างนั้น (ทั้งๆที่มันก็เป็นความจริงแหละเนาะ) แต่ก็รับไม่ค่อยได้อยู่ดีล่ะ ซึ่งส่วนมากผู้ที่จบปริญญาตรีขึ้นไปมักจะสมัครตรงหรือสมัครผ่านเวปไซต์ของบริษัทจัดหางานค่ะ เพราะรู้สึกว่าได้ผลดีกว่า

ส่วนกรมจัดหางานนั้นส่วนมากจะเป็นกลุ่มคนสายงานอาชีพ หรือวุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีค่ะ เพราะตลาดแรงงานระดับล่างค่อนข้างเต็ม เช่น ช่างต่างๆ เมื่อเป็นช่วงประจำร้านไหนก็ค่อนข้างจะอยู่ยาว ไม่ค่อยลาออกเท่าไหร่ นานๆ เราจะเห็นประกาศรับช่าง 1 ตำแหน่ง เขียนบนแผ่นกระดาษลังเล็กๆ   แปะไว้ที่หน้าร้าน อะไรแบบนี้เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง นายจ้างก็ไม่ค่อยมีเวลามาหาลูกจ้างจากกรมการจัดหางานเท่าไหร่ค่ะ

อย่างไรก็ดี ก็ยังมีบริษัทห้างร้านอีกมากมายที่ต้องการแรงงาน และเข้าไปค้นหารายชื่อจากกรมการจัดหางาน ต้องบอกว่าเยอะมากจริงๆ ค่ะ จนนายจ้างบางคนรอไม่ไหวถอดใจไปเลยก็มีเช่นกัน หมายถึงว่า ไม่รอรายชื่อลูกจ้างจากที่นี่แล้ว ไปหาที่ใหม่ดีกว่าอะไรทำนองนี้

และจุดที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของกรมการจัดหางานคือ ค่อนข้างมีข้อจำกัดในการให้รายชื่อแก่บริษัทนายจ้างค่ะ กระบวนการนั้นค่อนข้างซับซ้อนอยู่ กล่าวคือ กว่าที่นายจ้างจะได้รายชื่อมานั้นกรมการจัดหารงานอนุญาตให้ดูรายชื่อได้เพียงแฟ้มเดียว ซึ่งอาจจะยังไม่ได้ลูกจ้างทีมีความรู้ความสามารถหรือไม่ได้คุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ หรือสอง

ในการที่จะสามารถคัดรายชื่อออกมานั้นต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ซึ่งก็ทำให้บริษัทนายจ้างไม่อยากเสียเวลากับความยุ่งยาก ณ จุดนั้นค่ะ  ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งคือ การที่กรมการจัดหางานไม่สามารถนำรายชื่อของผู้สมัครงานหรือรายชื่อของแรงงานลงในเวปไซต์เพื่อการสืบค้นโดยง่ายได้ค่ะ

 

ซึ่งข้อนี้ค่อนข้างจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนายจ้างอยู่ไม่น้อย เพราะหากทำได้นายจ้างก็สามารถสืบค้นหาลูกจ้างได้อย่างเสรี ไม่เสียเวลา สะดวก และรวดเร็วอีกด้วย ส่วนทางด้านกรมการจัดหางานไม่สามารถตอบสนองเรื่องนี้ให้กับนายจ้างได้ เหตุเพราะรายชื่อผู้สมัครงานเอาไว้มีเป็นจำนวนมากมายมหาศาล

ครั้นจะนำขึ้นเวปไซต์แล้วเปิดให้โดยเสรี จึงไม่อาจทำได้ ดังนั้นแล้วกว่าที่จะมีนายจ้างสักคนติดต่อมา หรือเป็นการติดต่อจากกรมการจัดหางานก็ดี ค่อนข้างจะกินเวลาเป็นนานบางรายร่วมปี จนได้งานใหม่ไปแล้วก็มีค่ะ บางรายได้งานเร็วก็มี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับนายจ้างลูกจ้างว่าจะมาประสบพบเจอกันตรงกลางได้ช้าเร็วแค่ไหน

หากคุณสมบัติที่เรามีและคุณสมบัติลูกจ้างที่นายจ้างต้องการมาตรงกันเมื่อไหร่ โอกาสจ้างงานก็มีเกิดขึ้นได้เร็วค่ะ การฝากชื่อไว้ที่กรมการจัดหางานจึงเป็นเรื่องที่ทำไว้ก็ไม่เสียหาย


รู้จัก LinkedIn อีกหนึ่งช่องทางช่วยให้คุณหางานได้อย่างมือโปร

วันนี้หากพูดถึง LinkedIn เครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับมืออาชีพ  คนไทยเราจะเริ่มคุ้นเคยแล้ว ยิ่งในคนที่ต้องการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ การเข้าร่วม LinkedIn เป็นการแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพ  โดยสิ่งสำคัญคือคุณกำลังจะขายตัวของคุณให้กับคนในสายอาชีพได้รู้จัก การสมัครงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นจะเป็นเรื่องง่าย

การสร้าง Profile ที่มีความน่าสนใจ สามารถดึงดูด ผู้คนให้เข้ามาสนใจได้จะทำให้คุณสามารถเป็นที่รู้จักได้มากขึ้นโอกาสในการสมัครงานที่ดีที่จะยิ่งมากขึ้น  ไม่ว่าคุณจะมีตำแหน่งอะไรไม่ต้องมีตำแหน่งบริหารก็สามารถจะเสนอ Profile ใน  LinkedIn ได้  มาดูกลยุทธ์ในการสื่อสารความเป็นคนให้มีความน่าสนใจกันเถอะ

นำเสนอ Resume อย่างน่าสนใจ  LinkedIn ยังช่วยให้คุณสร้างเครือข่ายขึ้นมาได้การเขียนบอกเล่าประสบการณ์โปรดแนะนำตัวอย่างมืออาชีพ เลือกใช้ภาษาที่น่าดึงดูด และดูเป็นธรรมชาติ การบอกว่าทำอะไรตรงๆมันดูน่าเบื่อแต่ถ้าเพิ่มลีลาการเล่าเรื่องเข้าไปว่าคุณสามารถจัดการวิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้นมาได้ด้วยวิธีไหน และคุณมีส่วนร่วมสำคัญในการทำโครงการที่เป็นที่รู้จักนั่นย่อมน่าสนใจกว่า

บ่งบอกถึงความเป็นคุณ ด้วยการระบุข้อความต่อท้ายชื่อของคุณ เช่น  ตำแหน่งและบริษัทที่คุณทำงาน หรือคุณอาจจะใช้ข้อความที่โดดเด่นสะดุดตาและสามารถอธิบายตัวตนของคุณ เพื่อทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นก็ได้

เล่าถึงตัวคุณอย่างน่าสนใจ และน่าติดตาม โดยใช้ข้อความไม่เกิน 3 บรรทัดให้คนอ่านแล้วรู้สึกศรัทธาและนับถือในความเป็นมืออาชีพของคุณ โฟกัสความถนัด และความสามารถของคุณ  ความรู้เฉพาะทาง

บอกเล่าประสบการณ์ของคุณอย่างกระชับ สิ่งที่บริษัทของคุณทำ และอะไรที่คุณทำอยู่ในบริษัท เพื่อดึงดูด ความสนใจและเน้นให้เห็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่ทำว่ามีส่วนสำคัญกับองค์กรอย่างไร เพิ่มความสมบูรณ์ให้กับ Profile ของคุณ ด้วยการใส่สิ่งที่คุณมีความสนใจเป็นพิเศษลงไปโดยอาจจะใส่ Website ที่แสดงถึงความสามารถหรือความสนใจลงไปในส่วนของ My Website

การที่มีคนกดผ่านหน้า Profile ของคุณบ่อย ๆ จะช่วยให้ชื่อของคุณมาอยู่ในอันดับต้น ๆ เมื่อมีคนค้นหา การลงข้อมูลการเป็นสมาชิกของสมาคมการค้า หรือกลุ่มทางสังคมก็น่าสนใจไม่น้อย  นอกจากนี้ถ้าคุณเคยได้รับรางวัล หรือได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน ระบุลงไปได้เลย

คำถามและร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นประจำ ทำให้ความน่าเชื่อถือ และความน่าสนใจในตัวคุณของคุณเพิ่มมากขึ้น เป็นการสร้างทุนทางสังคมกับคนอื่นๆ ในเครือข่าย  รวมทั้งเขียนคำแนะนำเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ให้เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และเจ้านาย เข้ามาช่วยเขียนแนะนำบอกเล่าเกี่ยวกับความสามารถหรือลักษณะนิสัยในการทำงานของคุณ ยิ่งเป็นสิ่งที่ดี มาทดลองใช้ LinkedIn และเรียนรู้การใช้งานเพื่อสร้างความน่าสนใจให้ตัวคุณกันเถอะ เมื่อถึงเวลาที่ต้องการสมัครงานใหม่รับรองว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆเลยทีเดียว


เมื่อ HR ให้คุณถามกลับ โชว์กึ๋นด้วยคำถามอะไรดีนะ

ในกาสัมภาษณ์งานไม่เพียงแต่กรรมการสัมภาษณ์จะเป็นผู้ถามคำถามคุณเท่านั้น คุณในฐานะผู้สมัครงานยังมีสิทธิที่จะถามคำถามกับคณะกรรมกาสัมภาษณ์อีกด้วย โดยที่หาก มียิงคำถามใส่คุณว่า “คุณมีคำถามอะไรจะถามมั้ย” อย่าปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอย จงถามกลับด้วยคำถามที่โชว์กึ๋น  ให้เขรู้ว่าคุณคือผู้สมัครงานที่น่าสนใจและเตรียมตัวมาอย่างดี มาลองหยิบเอาคำถามเหล่านี้ไปถามกลับดูบ้าง รับรองว่าจะสร้างความประทับใจให้ผู้สัมภาษณ์ไม่มากก็น้อย

ถามกลับไปว่า  บริษัทมีการจัดฝึกอบรม เพื่อการพัฒนาทักษะความรู้ในการทำงานให้กับคุณด้วยโปรแกรมอะไรบ้าง   มันสะท้อนให้เขาเห็นว่าคุณมุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเอง และคุณยังจะได้ทราบถึงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรขององค์กรด้วย  บางที่องค์กรก็จะมีการให้ทุนไปศึกษาต่อด้วย ตรงนี้คุณจะได้มีการเตรียมตัวเพื่อรับโอกาสดีๆเหล่านี้

ไม่น่าเกลียดที่จะถามว่า คุณจะสามารถทราบผลการสัมภาษณ์งานได้เมื่อไร เป็นคำถามที่กรณีที่ไม่รู้จะถามอะไร และควรปิดการสัมภาษณ์งานด้วยคำถามนี้ โดยสามารถ ถามเกี่ยวกับขั้นตอนในการพิจารณา และระยะเวลาที่เหมาะสมในการติดตามผลเพ่อที่คุณเอวจะได้บริหารเวลาส่วนตัวของคุณด้วย

ถามออกไปให้รู้ว่า คุณจะมีเส้นทางการเจริญก้าวหน้าอย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม เช่น หากคุณสามารถทำงานได้ตามที่บริษัทคาดหวังคุณจะมีความก้าวหน้าอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ หากดูแล้วว่าตำแหน่งงานของคุณเติบโตยากก็ไม่ผิดที่จะไม่ตัดสินใจร่วมงานกับองค์กรนี้

ถามให้รู้ว่ามีโครงสร้างการบังคับบัญชาอย่างไร เช่น  คุณขึ้นตรงกับใคร ต้องทำงานร่วมกับใครบ้าง คุณต้องรายงานผลการทำงานต่อใครโดยตรง สภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นอย่างไร ทีมของคุณมีใครบ้าง องค์กรคาดหวังให้คุณทำอะไร

ถามให้รู้ไปเลยว่าทำงานอย่างไรจึงจะเข้าตา เช่น มี KPI อะไรมาใช้ในการวัดผลการทำงาน  บริษัทมีการประเมินผลการทำงานของพนักงานอย่างไร รอบการประเมินเป็นอย่างไร  หากไม่ผ่านการประเมินมีมาตรการอย่างไร

การสอบถามกลับคืนต้องเป็นไปด้วยท่าทีของการต้องการทราบข้อมูลและเพื่อการแลกเปลี่ยน ถามด้วยคำถามสุภาพ ด้วยท่าทีที่มีความคำรบผู้ร่วมสนมนาอย่าถามด้วยความท้าทาย และจงแสดงให้ผู้สัมภาษณ์งานได้เห็นความมุ่งมั่น และความกระตือรือร้นของคุณที่ต้องการร่วมงานกับบริษัทและอย่าลืมที่จะประมวลคำตอบที่คุณได้รับเพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมที่คุณจะร่วมทำงานกับองค์กรนี้หรือไม้ ถ้าถามดีก็ทำให้คุณเห็นภาพ ชัดเจนยิ่งขึ้น  หากไม่มีคำถามเพิ่มเติมควรกล่าวว่าผู้สัมภาษณ์ได้ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแล้ว และกล่าวขอบคุณที่เปิดโอกาสให้สอบถาม  อย่าลืมว่าทุกนาทีที่คุณเผชิญหน้ากับผู้สัมภาษณ์คือเวลาที่คุณจะทำคะแนนให้คุณเป็นผู้สมัครงานที่น่าสนใจ


เทคนิคการสัมภาษณ์งานรูปแบบใหม่ ทำยังไงให้ค้นเจอคนที่ใช่ให้องค์กร

ในการสมัครงานนั้นไม่ใช่แค่ฝั่งของผู้สมัครงานเท่านั้นที่ต้องเตรียมตัวผู้ที่เป็นกรรมการการสัมภาษณ์ก็ต้องเตรียมตัวเพื่อที่จะคัดผู้สมัครที่ตรงกับความต้องการขอองค์กร   เดิมทีเมื่อมีการสมัครงานเข้ามา มักใช้รูปแบบการสัมภาษณ์งานแบบดั้งเดิม คือสัมภาษณ์กัน 1 ต่อ 1 หรือที่เรียกว่า The Traditional One-on-One Interviewคือผู้สัมภาษณ์ 1 คน และผู้ถูกสัมภาษณ์ 1 คน ซึ่งโดยปกติแล้วจะผู้จัดการฝ่ายบุคคลเป็นผู้สัมภาษณ์ เพื่อพิจารณาแง่มุม ความคิด ไหวพริบ และบุคลิกภาพ  แต่ปัจจุบันนั้นการคัดเลือกผู้สมัครงานใช้วิธีนี้ไม่เพียงพอแล้ว เทคนิคการสัมภาษณ์งานจึงมีการพัฒนาขึ้นมาก มาดูสิว่ามีอะไรบ้าง

The Group Interview หรือ การสัมภาษณ์งานแบบกลุ่มเป็นการสัมภาษณ์ผู้หางานหลาย ๆ คนในเวลาเดียวกัน ใช้ได้ดีในการจัดหาทีมงานแผนกการตลาด เพราะทำให้เห็นว่าผู้หางานแต่ละคนทำงานร่วมกันได้หรือไม่ คำถามที่มักถาม เช่น ให้บอกคำจำกัดความสำหรับตัวคุณ ที่ไม่ซ้ำกับคนในกลุ่ม หรือ หากเราให้คุณทุกคนทำงานในทีมเดียวกันคุณจะมีหน้าที่ทำอะไรในทีม   ต้องสามารถดึง Team spirit และความกระตือรือร้นความ มีไหวพริบ การแก้ไขสถานการณ์เฉพาะของผู้ถูกสัมภาษณ์ออกมาให้

The Phone Interview การสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ เป็นการคัดสรรผู้หางานเบื้องต้น ผู้สมัภาษณ์จะรู้ว่าผู้ถูกสัมภาษณ์มีความกระตือรือร้นในการตอบหรือไม่จากน้ำเสียง จะเห็นความมีไหวพริบ และการควบคุมอารมณ์ และสถานการณ์แนะนำว่าให้โทรไปสัมภาษณ์ในเวลา 9.00 จะรู้ว่าผู้ตอบมีการเตรียมตัวพร้อมสำหรับการทำงานแล้วหรือยังบางคนอาจจะยังไม่ตื่นคุณจะรู้ถึงบุคลิกของเขาด้วย

The Video Interview อาศัยเทคโนโลยี ในการสัมภาษณ์งาน เหมือนการสัมภาษณ์งานตัวต่อตัว ในบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการมาก อาจสอบถาม สไตล์การทำงานของคุณเป็นแบบไหนคุณมีวิธีจัดการกับความกดดันในงานอย่างไร ใครคือต้นแบบในการทำงานของคุณ

The Case Interview ให้การบ้านไปคิดต่อ เป็นการสัมภาษณ์งานแบบพิเศษ เพื่อดูวิธีการวิเคราะห์ปัญหา ตลอดจนทักษะแก้ไขปัญหาของผู้หางานภายใต้ความกดดันมักใช้ในตำแหน่งที่ต้องการคนที่มีความสามารถในการวิเคราะห์สูงและเกี่ยวกับการกำหนดกลยุทธ์องค์กร   อาจให้โจทย์ว่าองค์กรต้องการเพิ่มยอดขาย 20 % คุณจะสร้างแผนการดำเนินงานอย่างไร การสัมภาษณ์งานประเภทนี้ไม่มีคำตอบใดที่ถูกต้อง หรือผิดอย่างชัดเจน แต่จะพิจารณาว่าการนำเสนอนั้นสมเหตุผลไหมและน่าเชื่อถือหรือไม่

The Stress Interview การสร้างความกดดันระหว่างสัมภาษณ์ สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์อยากทราบ คือปฏิกิริยาของผู้หางานที่มีต่อสถานการณ์ตรงหน้า การควบคุมตัวเอง และการคุมสติ การแสดงวิธีคิดในการแก้ปัญหาอาจสัมภาษณ์ผู้ที่เป็นผู้สมัครที่ดีที่สุด 2 คนพร้อมกันเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเข้มข้นโดยมีผู้สัมภาษณ์เป็นคณะ


แต่งตัวให้โดนใจตั้งแต่วันไปสัมภาษณ์งาน แบบนี้สิได้ใจไปกว่าครึ่ง

ในการสัมภาษณ์งานไม่เพียงแต่กรรมการสัมภาษณ์จะเป็นผู้ถามคำถามคุณเท่านั้น คุณในฐานะผู้สมัครงานยังมีสิทธิที่จะถามคำถามกับคณะกรรมกาสัมภาษณ์อีกด้วย โดยที่หาก มียิงคำถามใส่คุณว่า “คุณมีคำถามอะไรจะถามมั้ย” อย่าปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอย จงถามกลับด้วยคำถามที่โชว์กึ๋น  ให้เขรู้ว่าคุณคือผู้สมัครงานที่น่าสนใจและเตรียมตัวมาอย่างดี มาลองหยิบเอาคำถามเหล่านี้ไปถามกลับดูบ้าง รับรองว่าจะสร้างความประทับใจให้ผู้สัมภาษณ์ไม่มากก็น้อย

ถามกลับไปว่า  บริษัทมีการจัดฝึกอบรม เพื่อการพัฒนาทักษะความรู้ในการทำงานให้กับคุณด้วยโปรแกรมอะไรบ้าง   มันสะท้อนให้เขาเห็นว่าคุณมุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเอง และคุณยังจะได้ทราบถึงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรขององค์กรด้วย  บางที่องค์กรก็จะมีการให้ทุนไปศึกษาต่อด้วย ตรงนี้คุณจะได้มีการเตรียมตัวเพื่อรับโอกาสดีๆเหล่านี้

ไม่น่าเกลียดที่จะถามว่า คุณจะสามารถทราบผลการสัมภาษณ์งานได้เมื่อไร เป็นคำถามที่กรณีที่ไม่รู้จะถามอะไร และควรปิดการสัมภาษณ์งานด้วยคำถามนี้ โดยสามารถ ถามเกี่ยวกับขั้นตอนในการพิจารณา และระยะเวลาที่เหมาะสมในการติดตามผลเพ่อที่คุณเอวจะได้บริหารเวลาส่วนตัวของคุณด้วย

ถามออกไปให้รู้ว่า คุณจะมีเส้นทางการเจริญก้าวหน้าอย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม เช่น หากคุณสามารถทำงานได้ตามที่บริษัทคาดหวังคุณจะมีความก้าวหน้าอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ หากดูแล้วว่าตำแหน่งงานของคุณเติบโตยากก็ไม่ผิดที่จะไม่ตัดสินใจร่วมงานกับองค์กรนี้

ถามให้รู้ว่ามีโครงสร้างการบังคับบัญชาอย่างไร เช่น  คุณขึ้นตรงกับใคร ต้องทำงานร่วมกับใครบ้าง คุณต้องรายงานผลการทำงานต่อใครโดยตรง สภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นอย่างไร ทีมของคุณมีใครบ้าง องค์กรคาดหวังให้คุณทำอะไร

ถามให้รู้ไปเลยว่าทำงานอย่างไรจึงจะเข้าตา เช่น มี KPI อะไรมาใช้ในการวัดผลการทำงาน  บริษัทมีการประเมินผลการทำงานของพนักงานอย่างไร รอบการประเมินเป็นอย่างไร  หากไม่ผ่านการประเมินมีมาตรการอย่างไร

การสอบถามกลับคืนต้องเป็นไปด้วยท่าทีของการต้องการทราบข้อมูลและเพื่อการแลกเปลี่ยน ถามด้วยคำถามสุภาพ ด้วยท่าทีที่มีความคำรบผู้ร่วมสนมนาอย่าถามด้วยความท้าทาย และจงแสดงให้ผู้สัมภาษณ์งานได้เห็นความมุ่งมั่น และความกระตือรือร้นของคุณที่ต้องการร่วมงานกับบริษัทและอย่าลืมที่จะประมวลคำตอบที่คุณได้รับเพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมที่คุณจะร่วมทำงานกับองค์กรนี้หรือไม้ ถ้าถามดีก็ทำให้คุณเห็นภาพ ชัดเจนยิ่งขึ้น  หากไม่มีคำถามเพิ่มเติมควรกล่าวว่าผู้สัมภาษณ์ได้ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแล้ว และกล่าวขอบคุณที่เปิดโอกาสให้สอบถาม  อย่าลืมว่าทุกนาทีที่คุณเผชิญหน้ากับผู้สัมภาษณ์คือเวลาที่คุณจะทำคะแนนให้คุณเป็นผู้สมัครงานที่น่าสนใจ


ต้องมี 6 บุคลิกภาพอย่างนี้สิ องค์กรยุคใหม่ถึงต้องการตัว

นอกจากทักษะความสามารถ บุคลิกภาพ ยังสำคัญต่อการทำงาน เพราะบุคลิกภาพเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลที่บ่งบอกความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งลักษณะทางกาย  และลักษณะทางจิตที่จะบ่งบอกถึง ความรู้สึกนึกคิด เจตคติ ค่านิยม ความสนใจ ความมุ่งหวัง อุดมคติ เป้าหมาย และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม  เรามาดูกันดีกว่าว่าบุคลิกภาพแบบไหน  ที่องค์กรยุคใหม่มองหาในตัวผู้สมัครงาน

  1. องค์กรมองหาคนที่ ช่างสังเกต ช่างคิด ช่างสืบค้น ช่างแสวงหาคำตอบเพราะสะท้อนว่าคุณมีความละเอียดรอบคอบ มีความผิดพลาดน้อย
  2. การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบแสวงหาวิธีการแปลกใหม่ก็จะทำให้งานก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วไม่ติดอยู่กับการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ และสามารถที่จะพัฒนาต่อยอดหรือคิดอะไรใหม่ๆให้องค์กรได้
  3. มีบุคลิกที่สู้งาน ไม่เกี่ยงที่จำทำงานที่ไม่ใช่หน้าที่ของตน ลักษณะดังกล่าวส่งผลให้บุคคลมีจิตใจเป็นนักสู้ รักที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สามารถค้นหาทางแก้หรือพยายามเรียนรู้ มีใจรักในการทำงาน มีความตั้งใจทำงาน สู้งาน และรับผิดชอบงานที่ตนทำอยู่ให้สำเร็จลุล่วง ไม่โยนความผิดในการทำงานให้ผู้อื่นพร้อมรับผิดชอบร่วมกับทีม
  4. มีความกระตือรือร้นและหนักแน่น ยินดีกับการเปลี่ยนแปลง รับมือและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ เผชิญสิ่งแปลกใหม่ที่อยู่ข้างหน้าได้ดีเพราะความแน่นอนไม่ได้เกิดขึ้นได้ตลอดเมื่อองค์กรเผชิญวิกฤตสิ่งที่องค์กรต้องการคือการระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้นจากทุกฝ่าย
  5. มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถสื่อสารไม่ว่ากับคนภายในองค์กรหรือภายนอกองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีความผู้นำและผู้ตามที่ดี  มี ทำงานอย่างมีเป้าหมาย สามารถคาดคะเนความสำเร็จได้ล่วงหน้าและรู้จักทำงานอย่างมีแผน มีระบบงานที่ดี  รู้จักกาลเทศะ การแสดงตนให้เหมาะสมทั้งการแต่งกาย การเข้าสมาคม
  6. สามารถในการปรับตัวให้เข้ากับภาวะแวดล้อมได้ดี หากต้องมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน งานที่รับผิดชอบ สามารถจัดการเรียนรู้ด้วยตัวเองได้เร็ว

เราจะเห็นได้ว่าการมีบุคลิกภาพที่ดี  จะช่วยให้คุณเป็นผู้สมัครงานที่น่าสนใจ เพราะองค์กรจะเชื่อมันด่า การทำงานของคุณจะไม่สร้างปัญหาให้กับองค์กร และคุณจะมีแนวทางในการสร้างความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จซึ่งจะมีผลดีกับทั้งตัวองค์กรเองและกับตัวคุณเองด้วย การมีบุคลิกภาพที่ดี ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจด้านบวกให้กับตัวคุณเองได้อีกด้วย

รู้เช่นนี้แล้วผู้สมัครงานทั้งหลายจึงควรที่จะพัฒนาบุคลิกภาพทั้งทางกายและจิตใจของคุณให้เป็นที่พึงประสงค์ขององค์กรยุคใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสการได้งานและยังจะช่วยทำให้คุณสามารถทำงานได้อย่างมีความสุขและมีผลลัพธ์ที่ดีด้วย


เพิ่มโอกาสที่มากกว่า หางานให้ได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ

บางครั้งการสมัครงานเมื่อเรียนจบอาจจะสายไปเพราะการแข่งขันที่สูงขึ้นมาก การที่นักศึกษามองหางานทำตั้งแต่ยังเรียนไม่จบจะเป็นการสร้างโอกาสการได้งานที่มากกว่า  นักศึกษาหลายคนใฝ่ฝันว่าเมื่อเรียนจบออกมาจะได้ทำงานที่ตัวเองรัก ได้งานที่มีรายได้สูง แต่ในโลกแห่งความจริงการสมัครงาน การหางานไม่ได้ง่ายและแต่ละปีมีนักศึกษาจำนวนมากที่สำเร็จการศึกษา ถ้ารอแข่งขันในตอนที่จบแล้ว การสมัครงานของคุณอาจไปไม่ถึงเส้นชัย

ช่องทางที่จะทำให้คุณได้งานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบคือการแสดงความสามารถตั้งแต่ช่วงของการฝึกงาน โดยหากสามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นได้ก็มีโอกาสที่จะได้ทำงานต่อเมื่อเรียนจบ

การฝึกงานบางคนมองว่าเป็นเพียงการศึกษาส่วนหนึ่งที่ต้องผ่านเพื่อให้เรียนจบแต่จริงๆแล้วการฝึกงานคอการฝึกซ้อมฝีมือในสนานจริงทำให้คุณได้รับประสบการณ์ล้ำค่าที่หาไม่ได้ในห้องเรียนเพระนี้คือสถานที่จริง คนในองค์กรจริงๆที่ไม่ได้มีระบบความสัมพันธ์แบบครูลูกศิษย์ เพื่อนพี่น้องแต่เป็นสังคมคนทำงาน ดังนั้นจึงเป็นการฝึกทั้งทักษะการทำงานและทักษะการอยู่ร่วมกับผู้คน

นอกจากนั้น คุณยังสามารถที่จะสร้างโอกาสการหางานทำก่อนเรียนจบด้วยการเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานพร้อมหารายได้พิเศษ ในรูปแบบงาน Part time ยิ่งเป็นงานที่สอดคล้องกับสิ่งที่คุณเรียนมาด้วยแล้วจะต่อยอดกันได้ดี เช่น สายนิเทศศาสตร์ หากได้ทำงานร่วมกับมืออาชีพ ได้เรียนรู้งาน ได้ใกล้ชิดกับทีมงานโอกาสที่คุณจะดีรับการติดต่อให้มาทำงานประจำจะมากขึ้น ที่สำคัญใน Resume ของคุณจะโดดเด่นกว่าเพื่อนนักศึกษาจบใหม่ เพราะมีประสบการณ์การทำงานที่เขียนอยู่ชัดเจน

การที่สามารถระบุประสบการณ์ทำงานในใบสมัครแม้ว่าคุณเป็นผู้สมัครงานที่เพิ่งจบใหม่ จะทำให้HR มองว่าคุณคือคนที่บริหารเวลาเป็น และสร้างคุณค่าให้ตัวเอง มีความสามารถในการพัฒนาตัวเอง มีความขยัน อดทน และมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพนักงานที่ดี

การพยายามหางานทำตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ สะท้อนว่าคุณเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ไฟแรง มีความพยายาม เวลาทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด ต้องการแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ ย่อมทำให้คุณมีคุณสมบัติที่น่าสนใจมากกว่าผู้สมัครงานอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามคุณต้องมีความถ่อมตัวที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ โดยไม่ปฏิเสธที่จะฝึกฝนงานตามกระบวนการทดลองงาน และไม่ปฏิเสธที่จะเข้ารับการปฐมนิเทศพนักงานใหม่เพียงเพราะคิดว่าทำงานเป็นแล้ว เพราะไม่มีใครชอบพนักงานที่เป็นน้ำเต็มแก้ว


5 สุดยอดอาชีพสำหรับผู้สูงวัย 60 ยังมีไฟ

เร็วๆนี้มีการขยายเวลาเกษียณอายุราชการออกไปที่ 63 ปี แต่ที่เรารู้ๆกันคือมีการจ้างงานถึงอายุ 65 ปีในบางตำแหน่งงานนั่นแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุมีศักยภาพและมีไฟในการทำงาน และแน่นอนว่ายังมีสุดยอดอาชีพที่ต้องการทักษะความสามารถและประสบการณ์ของผู้สูงอายุอีกมากโดยเฉพาะกลุ่มอาชีพ ที่ขาดแคลน คือ “การเงิน-วิศวกรรม-สินค้าบริโภคอุปโภค-ค้าปลีก ถ้าคุณจะเริ่มเป็นผู้สมัครงานในวัย 60 ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เรามาดูกันว่าผู้สูงอายุจะสามารถสมัครงานในอาชีพอะไรได้บ้าง

  1. สมัครงานเป็น อาจารย์พิเศษ แบบไม่ต้องทำงานเต็มเวลาเป็นการใช้เวลาบางช่วงทำประโยชน์คืนให้กับองค์กรที่เราเคยอยู่ หรืองค์กรอื่นที่มีความต้องการบุคลากรที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิที่เหมาะสม ความรู้ที่ติดตัวมาจะได้ไม่สูญหายและได้ถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง  หลากหลายสาขาวิชาที่ต้องการจ้างงานผู้สูงอายุมาเป็นอาจารย์พิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิชาที่ต้องการคนมีประสบการณ์สูง เช่น อาจารย์แพทย์เฉพาะทาง นักการบัญชีอาวุโส  รวมถึงผู้ที่มีตำแหน่งวิชาการเป็นศาสตราจารย์  เป็นต้น
  2. สมัครงานเป็นนักเขียน ถ่ายทอกประสบการณ์และมุมมองชีวิตที่ผ่านมาเพราะคุณคือคนที่มีต้นทุนชีวิตและประสบการณ์สูง สามารถกลั่นกรองและเขียนเรื่องราวที่มีประโยชน์มีคุณค่าให้กับคนอื่นได้อาชีพนี้ไม่ได้ต้องทำงานหนัก สามารถเลือกทำในเวลาที่ว่าง
  3. ที่ปรึกษา ผู้บริหารระดับสูงในองค์กร ยิ่งหากคุณเคยเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ มีวิสัยทัศน์ ย่อมต้องมีผู้อยากขอคำแนะนำ การทำงานก็ไม่ใช่ต้องทำทุกวัน เพียงเข้าประชุมในวาระที่สำคัญ ๆ และคอยให้คำปรึกษากับผู้บริหารปัจจุบัน เท่านั้นเอง
  4. วิทยากร ให้ความรู้กับผู้อื่น ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต และการทำงานที่ผ่านมา เป็นโค้ชที่คอยแนะนำการทำงานโดยถอดประสบการณ์ของคุณมาถ่ายทอด ให้กับคนรุ่นหลัง
  5. อาชีพนี้ไม่ต้องสมัครเพราะเป็นอาชีพอิสระทำได้ตามความชอบ คือการทำงานประดิษฐ์ เช่น เย็บเสื้อ ทำงานฝีมือ เย็บปักถักร้อย งานวาดรูป ทำขนมขาย เป็นทั้งงานอดิเรก และได้ผ่อนคลายและสร้างรายได้

นักเขียน

ปัจจุบันไม่เพียงแต่ราชการที่มีการปรับอายุการเกษียณอายุ บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ หลายแห่ง ที่ต้องเผชิญปัญหาด้านบุคลากร เพราะผู้บริหารระดับสูงที่ทยอยเกษียณอายุในเวลาใกล้ ๆ ก็ขยายเวลาในการเกษียณอายุเช่นกัน ตอนนี้มีผู้สูงอายุทั้งประเทศประมาณ 10 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของประชากรทั้งประเทศ  หากเราไม่คิดในเรื่องให้ผู้ดสูงอายุยังคงอยู่ในตลาดงานก็จะเพิ่มภาระให้กับรัฐและเป็นภาระของภาษี ดังนั้นผู้สูงวัยที่ยังมีไฟ ไม่มีปัญหาสุขภาพก็ยังคงทำงานได้อีกมาก และจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอีกด้วย หลายองค์กรให้การตอบรับการจ้างงานผู้สูงวัยและคนสูงวัยเองก็ปรับตัวได้ทัน คิดว่าอนาคตของประเทศไทยน่าจะไปได้ดีเราคงไม่เป็นสังคมผุ้สูงวัยที่น่าเป็นห่วงมากเท่าใดนัก