Category : ความรู้ทั่วไป

FinTech อีกหนึ่งความรู้ที่คนสายงานธนาคารต้องเรียนรู้

 

เราคงไม่ต้องย้ำให้รู้สึกกันแล้วว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่เป็นยุคของ Disruptive World หรือโลกที่กำลังได้รับการก่อกวนจากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป หากคุณไม่อยากถูกก่อกวน ก็จงเป็นคนที่นำการก่อกวนนี้ จะทำได้ต้องอาศัยการเปิดมุมมอง การแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ การเสริมประสบการณ์ให้กับตัวเองได้เรียนรู้สึกใหม่ๆ  วันนี้เราขอพูดถึงสายงานธนาคาร ที่เป็นหนึ่งสายงานที่ได้รับอิทธิพลจากความท้าทายของสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกยุคดิจิทัล ในปัจจุบัน บริการทางการเงินยุคใหม่ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง งานธนาคาร เท่านั้น  แต่ FinTech กำลังก้าวเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำธุรกิจของสายงานธนาคาร

หากคุณคือหนึ่งคนที่ต้องการสมัครงานธนาคาร และยังไม่เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงนี้และยังไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับ FinTech โอกาสในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสายงานธนาคารก็คงจะหวังผลยาก

สถานการณ์ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนผู้ประกอบการด้านสถาบันการเงินต่างตื่นตัวให้ความสนใจ FinTech (Financial Technology) หรือเทคโนโลยีทางการเงินที่ในอนาคตจะเข้ามามีบทบาทต่อการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนFinTech กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นผลมาจากเทคโนโลยี 4 ด้าน ประกอบด้วย Social Media, Mobile, Analytics และ Cloud ที่เกิดการประยุกต์ใช้บนแนวโน้มการเติบโตด้านอินเทอร์เน็ตที่มีผู้ใช้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นแล้วใช่ไหมว่าคุณไม่อาจปฏิเสธการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วมาเรียนรู้ไปด้วยกันเถอะ

เราน่าจะมาเริ่มกันที่ FinTech คืออะไร FinTech มีที่มาจากคำว่า Financial และ Technology แปลตรงตัวได้ว่า เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน  หรือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจการเงิน เช่น การจ่ายเงินออนไลน์, การซื้อหุ้นออนไลน์ ฯลฯ

ในช่วงที่ผ่านมา มีบริการรูปแบบใหม่เกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ที่เห็นชัดคือ การชำระเงินค่าสินค้าและบริการผ่านช่องทางดิจิทัล (e-Payment) ที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงการบริการได้อย่างรวดเร็วและลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมอย่างมาก  และที่ใกล้ตัวเรามากๆ คือ PromptPay ที่ ที่เปลี่ยนวิธีการโอนเงินให้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องใช้เลขที่บัญชีผู้รับโอน ไม่ต้องรู้ว่าธนาคารอะไร รู้เพียงหมายเลขโทรศัพท์มือถือก็สามารถทำธุรกรรมได้

มาสู่คำถามว่าแล้ว FinTech  มาเกี่ยวอะไรกับการทำงานธนาคาร หากสังเกตให้ดี เราจะเห็นว่าค่าธรรมเนียมบริการด้านการเงิน เช่น การฝาก ถอน โอน จะถูกลดลงไปและอาจไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเลย ดังนั้นรายได้ของธนาคารจึงเปลี่ยนรูปแบบไป และ Business Model ก็ย่อมเปลี่ยนไป คนทำงานก็ต้องทำงานที่สร้างมูลค่าในรูปแบบใหม่ในธนาคาร อีกทั้งเทคโนโลยีทำให้สามารถลดคนทำงานได้ อย่างนี้แล้วหากคุณมีความสามารถตอบสนองการทำงานธนาคารรูปแบบเดิมเท่านั้น คุณก็น่าจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่จะได้รับการพิจารณาให้เข้าทำงานธนาคาร

จึงอยากจะฝากไว้สำหรับเด็กจบใหม่ หรือ คนหางานทั่วไป ที่อยากสมัครงานเพื่อเข้าสู่สายงานธนาคารวันนี้คุณต้องรู้แล้วว่าโลกเปลี่ยนไปและต้องพัฒนาศักยภาพให้ทันเพื่อที่จะได้เป็นคนทำงานที่ถูกเลือกเข้ามาสู่โลกการทำงานยุคดิจิทัล

 

 

Please follow and like us:

เรียนจบการเงินมา ทำงานอะไรได้บ้าง

 

เคยเจอคำพูดนี้ไหม  “ทำไมไม่เรียนบัญชี  เรียนการเงินโอกาสหางานทำยากนะ”  หรือ “โอ้ยไม่มีใครเขาจ้างคนจบการเงินหรอกมันไม่คุ้ม”   ได้ยินแล้วปี๊ดแตกไหม เด็ก Finance ทั้งหลาย  ถ้ารู้สึกไม่ดีก็เก็บไว้นะอย่าไปสนใจ เพราะเส้นทางการทำงานของคนที่จบการเงินมานั้นก็ใช่ว่าจะดูไม่สดใส เพราะคุณสมารถสมัครงานเพื่อเข้าทำงานได้หลากหลายสายงาน และมีโอกาสเติบโตเช่นเดียวกัน  ว่าแล้วมาดูกันเลยว่า มีสายงานอะไรที่อ่าแขนรับเด็ก Finance บ้าง

สำหรับผู้ที่จบการศึกษาทางด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็น บริหารธุรกิจบัณฑิต (การเงิน) หรือ เศรษฐศาสตรบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเงิน) สิ่งแรกที่คิดกันคือการมองหางานธนาคาร(Banking)  ใช่ไหม ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นเป้าหมายหลัง แต่ก็ยังมีสายงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ด้วยนะ  เพราะคุณสามารถสมัครงาน เพื่อเข้าไปทำงานใน สายงานด้านหลักทรัพย์และวาณิชธนกิจ (Securities and Investment Banking) งานการเงินของบริษัท (Corporate Finance) และงานจัดการลงทุน (Fund Management) สำหรับสายงานต่างๆนั้น มีลักษณะการทำงานอย่างไรก็ตามมาดูกันเลย

เริ่มกันที่ งานธนาคาร (Banking) เน้นหน้าที่หลักคือปล่อยสินเชื่อ การวิเคราะห์เครดิต การวิเคราะห์ธุรกิจและโครงการ รวมถึงการจัดวงเงินสินเชื่อที่เหมาะสมกับธุรกิจของลูกค้า หรืออาจเน้นทางด้านการบริหารเงิน ทั้งสกุลเงินบาทและสกุลต่างประเทศ การเป็นดีลเลอร์ เทรดเดอร์ เหมาะกับคนที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจจากข้อมูลได้เร็วและดี

ด้านงานหลักทรัพย์และวาณิชธนกิจ นั้นส่วนใหญ่ แล้วคนที่จบ Finance จะเข้าไปทำหน้าที่ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Securities Analyst) และเป็นวาณิชธนากร หรือที่เรียกว่า Investment Banker (IB) ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าในการจัดโครงสร้างทางการเงิน หรือทำหน้าที่ด้าน Corporate Finance สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความต้องการทางการเงินหลากหลาย รวมทั้งให้คำปรึกษาในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และนำหุ้นออกเสนอขายให้กับประชาชน (IPO) โดยจะช่วยทำเอกสาร ช่วยประเมินมูลค่าหุ้น ช่วยนำเสนอต่อผู้ลงทุน และอาจจะช่วยดูแลหุ้นหลังจากเข้าไปทำการซื้อขายในตลาดแล้วสักระยะหนึ่ง และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการและการควบรวมกิจการอีกด้วย

หากไม่ชอบงานด้านการเงินในสถาบันการเงินก็ต้องนี่เลย เข้าไปสู่การทำงานองค์กร (Corporate Finance) ตำแหน่งสุดของสายงานนี้คือ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารทางการเงิน (Chief Financial Officer) หรือ CFO  คนที่จบ Financial  เมื่อเข้าไปทำงานการเงินใจองค์กร จะมีทำหน้าที่จัดหาเงินมาใช้ในการดำเนินกิจการอาทิ ใช้ส่วนของทุน (Equity) ใช้เงินกู้ยืม (Debt) ใช้เครดิตทางการค้า (Supplier’s Credit) ใช้ตราสาร เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ ก็เป็นตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ก็เป็นอนุพันธ์ของตราสารทุน เป็นต้น นอกจากการจัดหาเงินแล้วก็ต้องดูแลการใช้เงิน และจ่ายเงิน เช่น การซื้อวัตถุดิบ การควบคุมจำนวนสินค้าระหว่างผลิต การควบคุมลูกหนี้การค้าในกรณีที่มีการให้เทอมเครดิตกับผู้ซื้อ และการจัดเก็บหนี้ให้มีประสิทธิภาพ

 

Please follow and like us:

งานธนาคาร ยุคใหม่ที่มากกว่า ฝาก ถอน ปล่อยสินเชื่อ

 

เมื่อเอ่ยถึงงานธนาคาร ภาพเดิมของพนักงานธนาคารคือการให้บริการ รับฝาก-ถอน หรือเปิดบัญชีเพียงอย่างเดียว หากจะคิดอีกภาพหนึ่งขึ้นมาก็คือในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ ปัจจุบันธนาคารแต่ละแห่งจะมีธุรกิจหลัก ๆ ที่ให้บริการอยู่หลายด้าน ดังนั้นตำแหน่งงานธนาคาร จึงแบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามลักษณะการให้บริการของธนาคาร อาทิ งานบริการด้านการเงิน งานบริการลูกค้า งานบริการด้านบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ งานบริการรับฝากเงิน งานบริการด้านการบริหารสินทรัพย์ งานสินเชื่อพาณิชย์ งานบริการบริหารเงินสด งานการบริการเงินทุน งานบริการด้านหลักทรัพย์ และงานบริการด้านเงินกู้สำหรับธุรกิจ  ลักษณะงานที่เกี่ยวข้องกับงานธนาคาร  นั้นมีหลากหลาย  รวมไปถึง  การแสวงหาลูกค้าสำหรับลงทุน ทั้งการทำประกันภัย ประกันชีวิต    ตลอดจน ให้ความรู้เกี่ยวกับการเงิน การลงทุน วางแผนและวิเคราะห์ทางการเงินการบริหารเงินทุน  การรับผิดชอบจัดทำรายการประจำวันของธุรกรรมทางการเงิน  ติดต่อประสานงานทางด้านข้อมูลการรับ-จ่ายเงินกับคู่ค้า  ควบคุมและติดตามบัญชีลูกหนี้

ยิ่งในยุคดิจิทัลแล้วงานธนาคารยังมีอีกหลายตำแหน่งที่มีขึ้นเพื่อทำให้การบริการของธนาคารเป็นเลิศอาจเป็นงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินทองเลยก็ได้  อาทิ ฝ่ายบริการลูกค้า  ฝ่ายดูแลภาพลักษณ์องค์กร ส่วนงานที่ทำงานมวลชนสัมพันธ์ ส่วนงานพัฒนาธุรกิจ

ตำแหน่งงานธนาคารที่เกี่ยงข้องกับกิจการด้านการเงิน เปิดรับสมัครผู้เรียนจบมาจากหลากหลายสาขา เพราะโอกาสที่จะได้งานธนาคารนั้นค่อนข้างกว้าง หากทำงานด้านการเงิน ผู้ที่เรียนจบมาจากคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (สาขาการเงิน) หรือ เศรษฐศาสตรบัณฑิต (สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน) ก็มีโอกาสที่จะได้งานนี้ หรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการธนาคาร เช่น คณะบริหารธุรกิจ (สาขาการเงิน และการธนาคาร) คณะวิทยาการจัดการ (สาขาการเงิน และการธนาคาร) คณะเศรษฐศาสตร์ (สาขาการเงิน และการธนาคาร)

แต่สำหรับผู้ที่จบมาไม่ตรงสาขาหากต้องการสมัครงานธนาคารในตำแหน่งที่เกี่ยวกับกิจการการเงินอะไร หากคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติตรงกับที่นายจ้างต้องการ ก็สามารถสมัครงานธนาคารได้ เพียงแต่เราต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจสมัครงาน โดยดูว่าเรามีงานที่ตรงกับความต้องการในตำแหน่งงานเหล่านั้นหรือไม่  ส่วนสายงานบริการ นั้น มักเปิดกว้างรับผู้จบการศึกษาหลากหลายสาขาไม่จำกัดว่าเป็นสายวิทย์หรือศิลป์

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครงานธนาคาร  โดยทั่วไปแล้ว ต้องเป็นคนที่มีบุคลิกภาพดีน่าเชื่อถือ   มีใจรักในงานบริการ   สามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้  มีความขยัน และอดทน มีความสามารถด้านการสื่อสาร  การอธิบาย การให้ข้อมูล  และที่สำคัญมากๆคือ ต้องมีความละเอียดรอบคอบในการจัดการข้อมูล

หากคุณกำลังหางานและมีคุณสมบัติตรงตามที่กล่าวมา งานธนาคาร เป็นอีกหนึ่งทางเลือก และเป็นงานที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้ในหลายๆทักษะไม่ว่าจะความรอบครอบ การเข้าสังคม การจัดการปัญหาเฉพาะหน้า หากเตรียมตัวดีแล้วก็ส่งใบสมัครไปได้เลย

Please follow and like us:

ทำไมเด็กจบใหม่ถึงหางานยาก เรื่องนี้มีเหตุผล

เด็กจบใหม่ ก็ยากหน่อยนะที่จะหางานทำ ความคิดแบบนี้มีมากันทุกยุคสมัย แน่นอนว่าองค์กรย่อมอยากได้คนพร้อมใช้งานมากกว่าคนที่ต้องลงทุนในการฝึกฝน แต่มันก็ไม่ทั้งหมดไม่อย่างนั้นแล้ว คนเราจะหางานทำได้ยังไงถ้าองค์กรไม่รับเด็กจบใหม่ คิดดีๆสิ พี่เก่าๆที่อยู่ในองค์กรก็เคยเป็นเด็กจบใหม่ทั้งนั้น นั่นก็น่าจะทำให้เรารู้แล้วใช่ไหมว่าไม่ใช่เด็กจบใหม่ทุกคนจะถูกปฏิเสธ มันต้องมีเหตุผลในการปฏิเสธเด็กจบใหม่เข้าทำงานจริงไหม เหตุผลที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง เรามาดูกัน และบอกเลยว่าถ้าคุณคือเด็กจบใหม่ที่กำลังหางานทำ หากจัดการแก้ไขปิดช่องของสาเหตุเหล่านี้ได้โอกาสหางานได้ย่อมมีสูงแน่นอน
1. เหตุผลยอดนิยม ไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน นักศึกษาจบใหม่หลายคนใช้เวลาช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยไปกับการเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว และใช้เวลาว่างไปกับการเที่ยวเล่น บริษัทมักจะต้องการคนที่เคยมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน ซึ่งหากเราไม่มีประสบการณ์การทำงานเลย ก็อาจเป็นเรื่องยากที่จะได้งาน ดังนั้น การทำงาน Part-Time หรือฝึกงานในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
2. หนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้งานก็คือ ขาดทักษะหรือความสามารถที่เพียงพอและเหมาะสมกับตำแหน่งที่สมัครไป รวมถึงไม่มีอะไรที่โดดเด่นแตกต่างจากคนอื่น ๆ ควรระบุคุณสมบัติที่โดดเด่นของตัวเอง ลงไปไปในเรซูเม่ และควรมีทักษะสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าอาชีพหรือคนทำงานในตำแหน่งใดก็ตามควรจะมีก็คือทักษะการเข้าสังคม และการสื่อสาร
3. เรซูเม่และจดหมายสมัครงานเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้บริษัทได้รู้จักกับผู้สมัครและเป็นตัวตัดสินว่าจะเรียกไปสัมภาษณ์งานหรือไม่ หากเรซูเม่และจดหมายสมัครงานไม่น่าสนใจ ก็คงพลาดโอกาสในการได้งาน จึงควรศึกษาวิธีการเขียนจดหมายสมัครงานที่มีประสิทธิภาพ และสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการเขียนเรซูเม่ให้ดีแล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม
4. ขาดทักษะในการสัมภาษณ์งาน หากไม่มีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะไปสัมภาษณ์งาน เช่น ไม่ศึกษาข้อมูลองค์กร ไม่ศึกษาเส้นทางการเดินทาง และไม่ฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ก็ทำให้เสียโอกาสดีๆไปเลย สิ่งที่ควรทำคือการซ้อมสัมภาษณ์งานในสถานการณ์จำลอง และศึกษาเทคนิคการตอบคำถามซึ่งมีผู้แนะนำไว้มากมาย
5. ไม่ได้งานเพราะเกิดจากการละเลยการเข้าสังคม ขาดความสัมพันธ์กับคนรอบตัว เช่น รุ่นพี่ในสถาบันการศึกษา หรือ กับหน่วยงานที่ไปฝึกงาน บางครั้งความสัมพันธ์ในลักษณะนี้นำมาพิจารณาการรับคนเข้าทำงานได้ ในกรณีที่ต้องการคนที่สามารถมาอยู่ในทีมได้การเลือกคนที่รู้จักในระดับหนึ่งเข้ามาทำงานย่อมดีกว่าการเลือกคนที่องค์กรไม่รู้จักเลย

Please follow and like us:

เด็กจบใหม่ ฟังทางนี้ สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนไปสมัครงาน มีอะไรบ้าง

 

หลายคนที่เมื่อจบการศึกษามาแล้ว เกิดภาวะเคว้งคว้าง เมื่อต้องเข้าสู่ช่วงเวลาของการหางานทำ นั่นเพราะยังขาดการเตรียมตัวที่ดี สถานศึกษาหลายแห่งมีการอบรมสำหรับว่าที่บัณฑิตว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง แต่เราก็ยังเจอว่าเด็กจบใหม่หลายคนเมื่อต้องหางานทำกลับอยู่ในภาวะสุญญากาศ คือ ไม่รู้จะเริ่มยังไง ไม่รู้ต้องทะไร วันนี้เรามาทบมวนกันดีกว่าว่าเมื่อคุณกำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ต้องหางานทำ ก่อนไปสมัครงานคุณต้องเตรียมอะไรบ้าง

  1. มองหางาน เข้าไปที่ เว็บไซด์หางาน หรือ เว็บไซต์สมัครงาน โดยค้นหาจากคำว่า สมัครงาน หรือ หางาน จะพบผู้ให้บริการจำนวนมาก เลือกใช้บริการได้มากกว่า 1 เว็บไซต์ ทั้งนี้ต้องดูความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการด้วย บริการส่วนใหญ่มักไม่มีค่าใช้จ่าย คุณจะสามารถหาตำแหน่งงานว่าง และ ฝากประวัติสมัครงานไว้ได้ หรือ แม้แต่ สื่อออนไลน์หรือสังคมออนไลน์ ก็กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญในการหางาน  โดยทั่วไปแล้วบริษัทนานาชาติมักจะมี facebook, twitter หรือ linkedin
  2. ประเมินตนเอง ว่าชอบงานแบบไหน ทำงานลักษณะใดได้ดี วางแผรอนาคตว่าอีก 3 ปี จะมีชีวิตแบบไหนลองมองหางานที่ตรงกับความต้องการและความสามารถ จัดทำรายการงานที่สนใจออกมาอย่างน้อย 5 ตำแหน่งงานหรือ 5 สายงาน หาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องการเตรียมตัว
  3. เตรียม CV หรือใบเขียนประวัติโดยย่อ ลองหารูปแบบที่ดีๆในอินเตอร์เนต เพื่อเอกสารของคุณจะได้ดูเป็นทางการและมีความเป็นมืออาชีพ แนะนำว่าพยายามครีเอทรูปแบบการนำเสนอให้มีความโดดเด่น สำหรับคนที่ไม่เคยทำงานมาก่อน ให้คุณเขียนเน้นทักษะที่คุณได้รับจากประสบการณ์ต่างๆ และประสบการณ์เหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทอย่างไร  นอกจากนี้ต้องเช็คหลักภาษาและคำถูกผิดในเอกสารด้วย
  4. ฝึกฝนทักษะที่จำเป็น อาทิ การเขียนและพูดภาษาอังกฤษ  รวมถึงภาษาต่างประเทศอื่นๆ เป็นทักษะที่จำเป็นในการเข้ารับการสัมภาษณ์  ทักษะอื่นๆ อาทิ การใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับงาน อย่างน้อยคือ คอมพิวเตอร์  ทักษะการสื่อสาร ทักษะการปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ
  5. เตรียมพร้อมในการรับมือการสัมภาษณ์ หลักการในการสัมภาษณ์คือแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในบริษัทนั้นๆ เพื่อให้เขาเห็นว่าคุณมีความตั้งใจและสามารถทำงานได้อย่างดีถ้าได้รับคัดเลือก   และนายจ้างส่วนใหญ่มักจะจบการสัมภาษณ์ด้วยการถามคำถามว่าคุณอยากจะถามอะไรเขาหรือไม่  คุณควรเตรียมคำถามไว้หนึ่งหรือสองคำถาม
  6. เรียนรู้เรื่องกาลเทศะให้ดี ทั้งในเรื่องการแต่งกายให้เหมาะกับงานที่ไปสมัคร รวมถึงวัฒนธรรมขององค์กรที่ไปสมัครงาน อาทิ หากไปสมัครงานบริษัทญี่ปุ่นการแต่งกายต้องสุภาพ เรียบร้อย มารยาทในการเข้าสู่ห้องสัมภาษณ์ต้องทำอย่างไร ต้องศึกษาให้รู้ หากไปสมัครงานในองค์กรที่ไม่ค่อยเน้นเรื่องความเป็นทางการก็ควรรู้จักแต่งกายให้ดูมีชีวิตชีวา

 

 

 

 

 

 

Please follow and like us:

อาชีพสร้างเงินล้านในยุคดิจิทัล เนื้อหอมชนิดที่องค์กรไหนก็อยากได้ตัว

 

โลกการทำงานยุคดิจิทัล เกิดอาชีพใหม่ๆขึ้นมากมายแล้วอาชีพเหล่านี้ยังเปิดโอกาสให้คนหางานที่ไม่ได้จบมาตรงสายสามารถสมัครเข้าทำงานได้ด้วยเพราะหลากตำแหน่งงานสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้เมื่อได้เข้าไปทำงานแล้ว วันนี้เราอยากนำเสนอ อาชีพสร้างเงินล้านในยุคดิจิทัล คิดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนหางานทุกคน  เรามาดูกันเลยดีกว่ามีอาชีพอะไรบ้าง

  1. Website Designer ร้านค้าหรือองค์กรไหนจำเป็นต้องเว็บไซต์หรือ Application สำหรับเป็นช่องทางนำเสนอสินค้าและบริการรวมทั้งใช้เป็นช่องทางการสื่อสารกับลูกค้า การสร้างเว็บไซต์ หรือ Application นอกจากจะเน้นความสวยงามแล้ว การนำเสนอ ความน่าสนใจ ความสะดวก รวมทั้งการเพิ่มประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในเว็บไซต์สำหรับลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมก็เป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรร้านค้าต่างๆ ดังนั้น อาชีพ “Website Designer   หรือ นักออกแบบเว็บไซต์” จึงสำคัญและเป็นที่ต้องการมาก
  2. Mobile Application Developer “นักพัฒนาเเอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน” อาชีพนี้เติบโตขึ้นมากในช่วง 2-3 ปีทีผ่านมานี้ตามการการปรับเปลี่ยนธุรกิจมาสู่โลกดิจิทัลที่รองรับพฤติกรรมผู้คนอย่างเต็มรูปแบบ จึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ค่าตอบแทนสูงและถูกแย่งชิงตัวมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
  3. Digital Designer “นักออกแบบดิจิทัล” คือ คนที่สามารถออกแบบทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้สามารถนำไปวางและใช้สื่อสารบนโลกดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล เช่น แถบโฆษณาบนเว็บไซต์ (Website Banner) สื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์สินค้า (Digital Ads) รวมถึงการออกแบบสื่อออนไลน์ทุกประเภทเพื่อทำให้ลูกค้าหรือผู้เข้าชมเว็บไซต์เกิดความประทับใจ
  4. Digital Copywriter “นักเขียนสำหรับสื่อออนไลน์” ข้อมูลบน Digital Platform มีมากมายมหาศาลการที่จะทำให้สิ่งที่เรานำเสนอน่าสนใจต้องใช้คำที่เหมาะสมและมีประสิทธิผลบนเว็บไซต์หรือภาพโฆษณาบนสื่อออนไลน์ ต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้คนบนโลกออกไลน์โดยคนที่จะทำหน้าที่นี้คือนักเขียนสื่อออนไลน์นั้นเอง
  5. Marketing Analyst “นักวิเคราะห์ทางการตลาด” ที่เป็นมากกว่านักการตลาดแต่เป็น Keyman สำคัญที่จะทำให้ธุรกิจนั้นๆ เพระทำหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง เพื่อนำมาทำกลยุทธที่สามารถแย่งชิงความได้เปรียบและส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  6. Digital Marketer “นักการตลาดดิจิทัล” เป็นอาชีพที่เนื้อหอมมากเพราๆเป็น ผู้มีทักษะที่เรียกว่า All in One เป็นและทำได้ทุกอย่างในงานสายการตลาดและดิจิทัล ทั้ง Social Media / Search Engine Marketing / Email Marketing / การเลือกใช้สื่อออนไลน์ที่เหมาะสม / การวางเเผนงบการตลาด / การวางแผนจัดการงานด้าน Creative และแม้แต่ด้าน Content หากสามารถเข้าไปทำงานในตำแหน่งงานนี้ได้ ค่าตอบแทนงามๆจะตามมาแน่นอน

สำหรับใครที่กำลังหางานอยู่แล้วตรวจสอบแล้วมีความสนใจและมีความสามารถในตำแหน่งงานที่ว่ามาก็ลองสมัครงานในตำแหน่งนั้นดูก็ไม่เสียหายอาจพออาชีพที่ชอบและรายได้ที่น่าพอใจ

 

 

Please follow and like us:

แบบนี้นี่เอง คุณถึงไม่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์งานสักที !!! รู้แล้วปรับตัวด่วน

คนหางานหลายคนสมัครงานไปหลายที่แต่ไม่มีวี่แววจะไปรับการเรียกไปสัมภาษณ์งานนั้นเพราความผิดพลาดบางอย่างที่คุณอาจไม่รู้ตัว เราได้รวบรวมความผิดพลาดที่ว่านี้มาให้คุณลองพิจารณากันดูถ้าพลาดตรงไหนอย่าลืมไปแก้ไขก่อนออกหางานใหม่อีกครั้ง

  1. คุณไม่อ่านรายละเอียดของประกาศรับสมัครงานให้ดี

ประกาศรับสมัครงานส่วนใหญ่ความยาวไม่เกิน 1 หน้า A4 แต่คุณก็ยังอ่านพลาด เช่นระบุอายุผู้สมัคร คุณอายุเกินแต่สมัครมา  กำหนดคุณสมบัติที่ชัดเจนเช่น ผ่านการคักเลือกทหารแต่คุณยังไม่ผ่านก็ยังสมัครมา  นอกจากขาดคุณสมบัติตามประกาศแล้งมันยังสะท้อนว่า เวลาทำงานจริงๆ ถ้ามีการมอบหมายงานคุณย่อมเป็นคนที่ไม่รอบครอบแบบนี้บริษัทจะไม่เสียเวลาดูใบสมัครของคุณเลย

  1. ส่งใบสมัครและ Resume มาโดยไม่มีการอธิบายใดๆ

มารยาทในการส่ง e-mail เป็นสิ่งที่ผู้สมัครงานต้องให้ความสนใจ บางคนส่ง e-mail ไปเพียงแต่พิมพ์ขึ้นต้นว่าสวัสดี แนบ Resume ไม่มีการอธิบายใดๆว่าสมัครงานตำแหน่งอะไรอย่างไง แบบนี้เจ้าหน้าที่ HR สัมภาษณ์งาน ที่รับ e-mail จะไม่เสียเวลากับ e-mail ที่ไร้มารยาทแบบนี้

  1. เข้าใจผิดว่าส่งใบสมัครหลายที่จะมีโอกาสมากกว่า

การที่คุณเลือกที่จะหว่าน Resume ออกไปเป็นจำนวนมาก จะทำให้คุณไม่มีเวลาในการปรับแต่งข้อความ หรืออีเมลของคุณให้เหมาะสมกับบริษัทนั้นๆ มันสะท้อนคุณขาดความรอบครอบ Resume หรือ จดหมายแนะนำตัวรวมทั้งข้อความต่างๆในเอกสารสมัครงานควรเป็นการเขียนสำหรับองค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะมากกว่า  เพราะรายละเอียดที่คุณควรระบุลงไปอาจไม่เหมือนกัน ซ้ำร้ายคือการเขียนชื่อบริษัทผิดและเขียนสลับกันโดยระบุชื่อบริษัทหนึ่งในใบสมัครงานแต่ส่งไปอีกบริษัทหนึ่ง

  1. คุณเขียน Resume ไม่ดีพอ

ความพลาดนี้เกิดบ่อยที่สุด  การเขียน Resume ที่ดีคือการโฆษณาตัวเองภายใน 2 หน้ากระดาษแล้วทำให้ HR อดใจไม่ไหวที่จะไปเชิญคุณมาสัมภาษณ์งานแต่ถ้าอ่านไปจนจบแล้วไม่มีความคิดว่าคุณน่าสนใจตรงไหนเลยแบบนี้ก็คงไม่ได้ไปต่อ เวลาจะเขียน Resume ให้นึกเปรียบเทียบว่าโฆษณาความยาว 15 วินาทีทำยังไงให้คุณอยากรีบลุกไปควักเงินซื้อสินค้าทำให้ได้แบบนั้นกับ Resume ของคุณ

 

 

  1. Profile คุณไม่น่าสนใจ

คนที่ค่อนข้างธรรมดา (Generic) โลกมักไม่จดจำ เช่นเดียวกันกับการเขียน Profile  ได้อย่างจืดชืดนั่นเอง การจะบอกเพียง คุณ Microsoft Word ได้ สามารถพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษได้เร็วกว่า 50 คำต่อนาที หรือแม้แต่การจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำพร้อมเกรดอันสวยหรู อาจไม่พอ แสดง Passion ของคุณให้สะท้อนใน Profile  ให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยควรรู้ว่าตำแหน่งที่มาสมัครกำลังมองหาคุณสมบัติอะไรและเขียนสะท้อนออกมาว่าคุณทำมันได้ดีขนาดไหน

Please follow and like us:

คำถามต้องห้ามระดับ 10 กะโหลก อย่าโชว์กึ๋นเพื่อฆ่าตัวเองในวันสัมภาษณ์งาน

การสัมภาษณ์คือการพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนบทสนทนาระหว่างกัน คำถาม สัมภาษณ์งาน บริษัทจะพิจารณารับคนที่อยากให้ความร่วมมือกับบริษัทอย่างจริงจังในระยะยาว การสัมภาษณ์งานนั้นพิจารณาหลายสิ่งจากผู้สมัครงานทั้งความรู้ ไหวพริบ การวางตัว บุคลิก และมารยาท ดูได้จากอะไรก็ได้จากการตอบคำถามและการถามคำถามออกไปของผู้สมัครงานนั้นเอง  หากคุณไม่อยากพลาดงานดีๆ จงหลีกเลี่ยง “คำถามต้องห้ามระดับ 10 กะโหลก ” ต่อไปนี้

  1. ตำแหน่งนี้ ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง?

สิ่งที่คุณต้องหลีกเลี่ยง คือคำถามพื้นฐานที่คุณควรรู้อยู่แล้วจาก Job Description ที่ลงประกาศเอาไว้ การที่ถามเช่นนี้เท่ากับการบอกให้รู้ว่าคุณไม่ได้หาข้อมูลที่ควรจะรู้มาเลย และยังแสดงให้เห็นอีกว่าคุณไม่ได้จริงจังกับการมาสมัครงานที่นี่ เพราะในความเป็นจริง คนเราไม่รู้ว่าต้องทำงานอะไร จะมาสมัครหรือ สิ่งที่ควรถามคือคำถามที่แสดงให้เห็นว่าคุณมีพื้นฐาน มีความรู้ครอบคลุมเกี่ยวกับตำแหน่งนั้นๆ และพร้อมทำงานนั้น  เชน เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน 3 ปีข้างหน้า องค์กรต้องการให้คุณมีความรู้ความสามารถอะไรเพิ่มเติม หรือ หากต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าที่ระบุไว้องคกรจะมีการฝึกอบรมใดมารองรับการพัฒนาความสามารถของคุณ

  1. บริษัทนี้ เป็นบริษัทมหาชนหรือเปล่า?

คุณสามารถค้นหาได้ตามหน้าเว็บไซต์บริษัทหรือเว็บไซต์ข่าวธุรกิจทั่วไป การที่คุณถามคำถามนี้กับผู้สัมภาษณ์ ก็เท่ากับว่าคุณทำการบ้านมาไม่ดี และออกจะเป็นคำถามเชิงท้าทายว่านี่บริษัทนิเป็นมหาชนหรือไม่ถ้าไม่ใช่คุณคงไม่อยากทำงานด้วยแบบนี้สร้างอคติให้กับกรรมการสัมภาษณ์เปล่าๆนะ  ลองสอบถามให้โชว์กึ๋นสักหน่อย จะดีกว่า เช่น ทราบมาว่า บริษัทติดอยู่ใน SET100 อบากทราบว่าบริษัทมีเป้าหมายที่จะเข้าสู่การติดอันดับ SET50 หรือไม่ และมีแนวทางอย่างไร องค์กรคาดหวังว่างานในตำแหน่งที่คุณทำจะสนับสนุนเป้าหมายขององค์กรได้อย่างไร

  1. ถามออกไปว่าองค์กรคุณเช็คประวัติผู้สมัครด้วยวิธีไหน?

คำถามนี้ไม่สร้างสรรค์และดูละลาบละล้วงมากทีเดียว เพราะเรื่องนี้เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของบริษัทที่จะทำการตรวจสอบประวัติของผู้สมัครงาน อาจทำได้หลายวิธีที่ไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้สมัครจึงเป็นคำถามที่ไม่รู้จะถามให้ได้อะไรขึ้นมา

 

  1. จะได้เลื่อนตำแหน่งตอนไหน ​​?

การที่จะโพล่งถามถึงระยะเวลาที่คุณจะได้ปรับเลื่อนตำแหน่งในขณะสัมภาษณ์ดูไม่ดีในเรื่องของการใช้คำถามแท้จริงแล้วสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ถามได้แต่อยู่ที่การตั้งคำถาม การใช้ภาษา และจังหวะในการถาม หากคุณเปลี่ยนเป็นคำถาม เช่น ขออนุญาตสอบถามถึงแผนความก้าวหน้าในสายอาชีพของตำแห่งนี้ เพื่อให้ทราบข้อมูลในการพัฒนาตัวเอง หรือ องค์กรคาดหวังอย่างไรที่จะเห็นพัฒนาการการทำงานและผลงานของคุณ แบบนี้ก็เป็นคำถามที่เหมือนเรียบเคียงถามถึงการเลื่อนตำแหน่งแล้ว

 

Please follow and like us:

งานนั้นก็ดี งานนี้ก็ใช่ เลือกงานยังไงให้คุณไม่ผิดหวัง

การหางานบางทีก็แสนลำบากกว่าจะได้งาน แต่บางทีนั้นกลับมีงานหลายอย่างเข้ามาให้คุณตัดสินใจเลือก  และแน่นอนว่าการตัดสินเลือกงานไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่าการเลือกทำงานที่ใดที่หนึ่งจะต้องอยู่ที่นั่นไปอีกนานพอสมควร คนหางาน ลองพิจาณาถึงสิ่งเหล่านี้เพื่อประกอบการตัดใจในการเลือกที่ทำงานให้ดีที่สุด

  1. สภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นอย่างไร

ลองพิจารณาว่าเท่าที่ได้สัมผัสวัฒนธรรมองค์กรและลักษณะการทำงานของแต่ละที่เป็นอย่างไร สิ่งนี้ดูได้จาก ผู้คนแต่งตัวยังไง  การทักทายระหว่างกันเป็นยังไง  การทำงานดูกดดันหรือไม่ สัมภาษณ์คุณมีลักษณะนิสัยใจคออย่างไร

  1. สวัสดิการของแต่ละที่เป็นยังไง

สวัสดิการที่บริษัทต่างๆให้กับพนักงานทั้งในส่วนของตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน ลองดูในหน้าเว็บไซต์ของบริษัทว่าบริษัทนั้นๆ มีกิจกรรมและสวัสดิการอย่างไรที่นอกเหนือไปจากเงินเดือนและโบนัส และเงื่อนไขการให้สวัสดิการเป็นอย่างไร

  1. มองถึงความก้าวหน้า

คุณต้องดูไปถึงความก้าวหน้าในสายอาชีพด้วย คุณอาจจะดูจากแผนภูมิบริษัทว่าบริษัทมีตำแหน่งงานเยอะหรือไม่ หากคุณเข้าทำงานในตำแหน่งนี้แล้วมีโอกาสจะขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้นหรือไม่ อาจลองเปรียบเทียบอายุของคนแต่ละตำแหน่งโดยคาดคะเนจากรูปภาพที่ปรากฏในโครงสร้างองค์กร ถ้าคนในแต่ละตำแหน่งที่สูงขึ้นไปอายุไม่ห่างกันมากก็คาดเดาได้ว่าการเลื่อนขั้นคงไม่ต้องใช้เวลานานนัก

  1. เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย

สองใช้ทั้งความรู้สึกและเหตุผลรวมถึงหลักฐานต่างๆ เขียนออกมาเป็นข้อดีและข้อเสีย ที่คุณปลื้มไม่ปลื้มจุดที่คุณอาจจะเฉยๆ กับแต่ละบริษัทแต่ละแห่ง พยายามเขียนรายการออกมาให้หมด จากนั้นให้คะแนนตามความสำคัญ เช่น ถ้าคุณเน้นเรื่องเงินเดือน ก็พิจารณาเรื่องนี้ก่อน หากเน้นเรื่อง สถานที่ทำงานใกล้บ้าน งานตำแหน่งที่อยากทำจริงๆ เพื่อนร่วมงานดี ก็เริ่มให้คะแนนจุดนั้นก่อน อาจตั้งคะแนนเต็ม 5 ในแต่ละข้อและสุดท้ายรวมคะแนนดูสิว่าที่ไหนได้คะแนนมากที่สุด

 

  1. ใช้สัญชาติญาณตัดสิน

บางทีความชอบจากสัญชาตญาณก็เป็นสิ่งนำทางที่ดี การเข้าไปในสถานที่แห่งไหนแล้วรู้สึกว่าเคมีตรงกับคุณนั้นเพราะมีบางอย่างดึงดูดคุณนั่นเอง ที่ที่จะเป็นที่ของคุณมักมีพลังงานบางอย่างที่ปล่อยออกมาให้สัมผัสได้

หากกเลือกได้แล้ว ก็อย่าทำให้บริษัทที่ติดต่อเข้ามาต้องรอนาน ตอบตกลงเข้าทำงาน และเตรียมพร้อมเข้าสู่การเป็นบุคลากรใหม่ขององค์กรได้เลย เมื่อได้เลือกแล้วจงทำงานที่เลือกให้ดีที่สุดพิสูจน์ตัวเองให้มีผลงานที่ดีความก้าวหนาจะมาหาคุณอย่างแน่นอน  แต่หากทำไปแล้วงานนี้ไม่ใช่สำหรับคุณจริงๆ เมื่อต้องหางานใหม่ก็จงเป็นผู้หางานที่มีคุณภาพเก็บบทเรียนจากที่เดิมไว้เพื่อหางานที่ใหม่ให้เหมาะกับคุณ

Please follow and like us:

ทำอย่างไรให้การขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิเรื่องการงานสัมฤทธิ์ผล

คนหางาน คนทำงาน คนที่อยากมีความเจริญก้าวหน้าในงาน รวมทั้งคนที่มีปัญหาในการทำงาน ไม่อุปสรรคไม่เจริญก้าวหน้า การขอพรกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอีกวิธีหนึ่งคนที่มีศรัทธาจะทำเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ในการขอพรเรื่องการงานนั้น ต้องมีความตั้งใจเป็นที่ตั้ง หากตั้งใจดีแล้วก็มักประสบความสำเร็จหางานได้อย่างที่ตั้งใจ และการงานเจริญก้าวหน้า เพื่อให้ได้ผลตามความของผู้หางาน มีข้อแนะนำในการขอพรเรื่องการงานดังนี้

  1.  ขอพรโดยไม่ทำร้ายผู้อื่น

พรที่ขอต้องเป็นเรื่องดี  การขอให้ตัวเองได้ในสิ่งที่ดีนั้นย่อมทำได้ แต่ต้องไม่เป็นการเบียดเบียนหรือสร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่น  หากอยากขอพรเรื่องการงาน อย่าได้ไปแช่งให้คู่แข่งคนอื่นพินาศ และผู้ที่มาขอพรเรื่องการงานนั้น ก็ต้องเป็นคนขยันหมั่นเพียรในการประกอบกิจการงานด้วย  สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงจะช่วยให้พรที่ขอเป็นจริง

  1. ตั้งมั่นอย่างแรงกล้า

มีพลังจิตอย่างแรงกล้าที่จะส่งคำอธิษฐานให้เชื่อมต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์  สมัครงาน ทำสมาธิตั้งจิตที่แน่วแน่ที่สุด และเป็นจิตอันบริสุทธิ์ สื่อออกไปถึงความตั้งใจและนำเอาความตั้งใจนี้มาใช้ต่อในการทำงานและการหางานต่อด้วย

  1. มีสติในการขอพร

ผู้ขอพรต้องความดีเป็นที่ตั้ง ตั้งมั่นอยู่ในความดีอย่างมีแรงศรัทธา ควรเริ่มต้นจากการให้ทาน รักษาศีล และสวดมนต์ภาวนา ละเว้นการเบียดเบียนผู้อื่น  พูดในสิ่งที่เป็นมงคลกระทำสิ่งที่ไม่เป็นบาป เมื่อมีจิตใจที่ดีแล้วเวลาขอพรไปขอให้ขอพรที่ไม่มากจนเกินไป เช่น ขอให้ได้งานนี้ โดยขอให้ตนเองมีสติมีความรอบครอบในการเข้ารับการคัดเลือก หรื อ ขอให้การทำงานราบรื่นให้ผลงานออกมาดี เป็นที่ถูกใจของเจ้านายเพื่อให้ได้เลื่อนขั้น อย่าไปขอว่าให้ได้งาน ให้คู่แข่งแพ้พ่ายไป แบบนี้เป็นอกุศล

4.ต้องไม่ลืมขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร

มีความเชื่อที่ว่ากรรมเก่าก็เป็นวิบากกรรมที่สามารถส่งผลให้แรงอธิษฐานอ่อนพลังลงไปได้ จึงควรหมั่นขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรให้ยกโทษให้ และมาร่วมอนุโมทนาบุญกับการทำความดีทุกครั้ง

 

www.jobtopgun.com

  1.  ขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอานุภาพตรงตามเรื่องที่ขอ

โดยทั่วไปหาคุณจะขอในเรื่องการงานนั้นมักนิยมไปขอพรกันที่   ศาลเจ้าพ่อกวนอู  หลวงพ่อปู่ วัดชนะสงคราม  หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง ภูเก็ต  ท้าวมหาพรหมเอราวัณ  พระพิฆเนศ พระแม่มหาอุมาเทวี ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ศาลเจ้าพ่อเสือ  กรมหลวงชุมพร (เสด็จเตี่ย) เสด็จพ่อ ร.5

Please follow and like us: