งานบริการลูกค้าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างที่สุด


งานบริการลูกค้านั้นเป็นงานที่เกี่ยวกับงานที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้ามากมายเพราะการบริการที่ดีนั้นจะยิ่งทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการต่อไปอีกด้วย งานบริการลูกค้าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่สุดเลยที่เราไม่ควรที่จะมองข้ามเพราะการบริการลูกค้าใครๆก็อยากจะให้บริการดีๆกันทั้งนั้น การบริการลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่สุดเลยในการทำธุรกิจต่างๆ การบริการที่ดีก็จะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าและเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวด้อีกด้วย

อยากทำงานบริการลูกค้าต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

              ใครที่อยากจะทำงานด้านการบริการลูกค้านั้นก็ควรที่จะมีคุณสมบัติที่ดีหลายๆอย่างอย่างเช่นในเรื่องของการยิ้มแย้มในการบริการ การที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างมากในการบริการลูกค้า การทำงานบริการลูกค้าจะต้องเข้าใจหลักของงานบริการก่อน สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีการบริการนั้นต้องควบคุมอารมณ์อย่างยิ่งเพราะลูกค้านั้นหากจะซื้อสินค้าแต่ละชิ้นนั้นก็ต้องใช้เวลาอย่างมากเลยทีเดียว การที่เราอยากจะทำงานด้านการบริการลูกค้านั้นก็จะต้องรักในงานบริการรู้จักกาละเทศะและมีจิตใจที่โอบเอื้ออารีย์ต่อบุคคลอื่นในการบริการ

การทำงานบริการลูกค้านั้นในตอนนี้เป็นเรื่องที่ใครหลายๆคนหันกลับมาสนใจในงานบริการอย่างมากเพราะนอกจากจะทำให้งานของเราออกมาดีแล้วนั้นเราก็ยังมีความอดทนที่เก่งกว่าในเรื่องอื่นๆอีกด้วย งานบริการลูกค้าเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามอย่างมาก หากเราอยากจะทำงานด้านบริการนี้ต้องถามตัวเองให้แน่ใจก่อนว่าเราอยากที่จะทำงานด้านการบริการจริงๆเพราะว่างานบริการนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนอย่างมากเลย สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือเราต้องรู้จักบริการลูกค้าด้วยบุคลิกภาพที่ดี และตรงไปตรงมามากที่สุด ไม่ควรแสดงกริยาท่าทางที่ไม่ดีออกมา อย่างเช่นเมื่อลูกค้าสั่งของแล้วต้องการเปลี่ยนก็ทำหน้าทำตาที่ไม่ดีใส่เค้าแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างมากเลยที่เราไม่ควรมองข้ามควรที่จะใส่ใจลูกค้าอย่างมาก ขึ้นชื่อว่างานบริการลูกค้าเราต้องทำให้ดีแล้วก็ทำให้เต็มที่มากที่สุด หากเราบริการดีแน่นอนว่าทางลูกค้าอาจจะให้สินน้ำใจเล็กๆน้อยๆเพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานให้ดีแบบนี้ต่อไป

งานบริการลูกค้านั้นเป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิตประจำวันของเราอย่างมากหากเราบริการที่แย่ ลูกค้าก็จะจำภาพที่แย่นั้นๆอยู่แล้วแน่นอนว่าเราอาจจะต้องเสียลูกค้าไปหรือถ้าหากเป็นลูกค้ารายใหญ่แล้วหล่ะก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมากเลยทีเดียว


งานธุรการที่ใครหลายๆคนอยากทำ

 

งานธุรการนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากสำหรับทุกๆบริษัท บริษัทแต่ละบริษัทนั้นก็ต้องการอยากที่จะให้บริษัทของเรามีความเป็นระเบียบมากขึ้นในเรื่องของข้อมูล งานธุรการเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากเพราะงานธุรการนั้นถือว่าเป็นหัวใจหลักของบริษัทเลยการทำงานธุรการนั้นหน้าที่หลักๆจะคอยเป็นตัวกลางในการติดต่องานของลูกค้าและบริษัทประสานงานไปยังฝ่ายต่างๆ งานธุรการนั้นจะทำในด้านของเอกสารมากซะส่วนใหญ่หลายๆคนก็อยากที่จะทำงานธุรการกันทั้งนั้นเพราะคิดว่างานธุรการทำแค่ที่ออฟฟิศสบายๆในห้องแอร์โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงว่าการทำงานในออฟฟิศนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป สิ่งที่สำคัญอย่างมากเลยคือการทำงานธุรการนั้นจะต้องรู้จักแก้ปัญหา มีความคิดรอบคอบ และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีอย่างมากที่สุด งานธุรการเป็นงานที่หลายๆคนยังคงสงสัยว่าสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งเลยคือต้องมีหน้าที่ในการช่วยจดบันทึกการประชุม หรือก่อนที่จะทำการประชุมนั้นทางฝ่ายงานธุรการจะต้องรู้จำนวนคนที่เข้าประชุมและจัดทำแผ่นรายชื่อบุคคลที่จะเข้าประชุมทั้งหมดเลยว่าการประชุมนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นดีหรือไม่อย่างไร

งานธุรการนั้นเป็นเรื่องที่หลายๆคนไม่ควรมองข้ามเลย เรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งการจดบันทึกการประชุมนั้นต้องรอบคอบจดได้ไม่ขาดตกบกพร่องเพราะสิ่งที่สำคัญอย่างมากเลยเราจะต้องเป็นคนที่รอบคอบการที่เรารอบคอบนั้นจะทำให้งานธุรการของเราประสบความสำเร็จขั้นหนึ่งแล้วด้วย การทำงานนั้นไม่มีที่ไหนหรอกที่จะได้งานมาทำง่ายๆแล้วเสร็จง่ายๆทุกๆอย่างไม่ง่ายเสมอไป งานเอกสารถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากสำหรับในทุกๆบริษัท อย่างเช่นโรงเรียนก็มักจะมีฝ่ายธุรการเงินเพื่อที่จะทำเกี่ยวกับด้านการใช้จ่ายเรื่องค่าเรียนเป็นต้น ธุรการทะเบียนก็จะทำเอกสารเกี่ยวกับทะเบียนจะเห็นได้ว่างานธุรการมีความหลากหลายมากมายเช่นกัน ไม่ได้มีเพียงแค่นี้เราถนัดด้านไหนเราก็สามารถไปทำงานธุรการด้านที่เราถนัดได้ตามใจชอบเลย หากเรามีความชอบที่จะทำงานด้านไหนนั้นด้านที่เราถนัดก็จะทำให้งานของเราออกมาเป็นเรื่องที่ดีอย่างมากที่สุดเลย

การทำงานธุรการนั้นไม่ยากและก็ไม่ง่ายสิ่งที่สำคัญในการทำงานด้านนี้ต้องเป็นคนอดทน ใจเย็น มีความซื่อสัตย์เพราะหากเราซื่อสัตย์และรักในหน้าที่การงานที่เราทำอยู่นั้นก็จะทำให้งานของเราราบรื่นและดียิ่งขึ้นไปอีก งานธุรการในตอนนี้จึงเป็นที่สำคัญและมีคนส่วนมากมาสมัครงานตำแหน่งนี้กันมากมายอีกด้วยโดยที่ไม่ต้องหาคนเองให้วุ่นวายแบบเมื่อก่อน


งานธุรการ อีกหนึ่งสายงานสนับสนุนที่มีคุณค่ากับองค์การ

 

เมื่อเอ่ยถึง งานธุรการ หลายคนย่อมรู้ว่านี่ไม่ใช่งานหลักขององค์การ และถูกจัดหมวดเป็นงานสายสนับสนุนทันที พูดแบบนี้แล้วก็ทำให้เกิดความคิดว่างานในลักษณะนี้ถูกลดคุณค่าลงไป แต่เราอยากบอกว่าการมีทัศนคติต่องานธุรการเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิดถนัดเพราะหากเรามองให้ดี ทุกหน่วยงานจะทำงานให้ดี ต้องมีฝ่ายประสานงาน และ ฝ่ายสนับสนุน การที่องค์การจะพัฒนาสินค้าหรือบริการได้ดีนั้นงานธุรการมีส่วนมาก เราอาจเรียกงานเช่นนี้ว่า “งานหลังบ้าน”  หากขาดไปหน้าบ้านก็น่าจะวุ่นวายไม่น้อย ยิ่งในองค์การใหญ่ๆด้วยแล้วการที่มีหน่วยงานธุรการที่มีประสิทธิภาพมีผลต่อการพัฒนาองค์การเป็นอย่างมาก

เราควรมารู้จักงานธุรการ   (General affairs)  ให้มากขึ้น คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังตัดสินใจที่จะสมัครงานในสายงานนี้ หากได้รู้ถึงความสำคัญแล้ว คิดว่าคุณจะรู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนในการทำงานอย่างแน่นอน

งานธุรการหลักใหญ่จะเป็นงานทางด้านเอกสาร เช่น การรับ – ส่งเอกสาร การจัดระบบงาน เอกสาร การเก็บข้อมูลที่สำคัญขององค์การ งานพิมพ์ต่างๆ และหนังสือโต้ตอบทางราชการ เป็นต้น รวมถึงประสานงานทั้งภายในและภายนอกองค์การ ทุกหน่วยงานจะมีงานธุรการเพื่อทำหน้าที่ดำเนินงานด้านเอกสารภายในหน่วยงานนั้นๆ รวมไปถึงการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภายในองค์การและภายนอกองค์การก็ได้ จะเห็นได้ว่าองค์การส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญกับงานธุรการเพราะงานธุรการเป็นหัวใจหลักของการประสานงานต่างๆ การเก็บข้อมูลเอกสารที่สำคัญๆ ของส่วนงานภายในองค์การนั่นเอง     การทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการติดต่อประสานงาน โดยผ่านงานธุรการ ก็เพื่อให้การปฏิบัติงานของทุกฝ่ายดำเนินไปสู่

คุณสมบัติของคนที่จะสมัครงาน ในสายงานธุรการ  ต้องเป็นคนที่มีความรอบคอบ มีมนุษยสัมพันธ์ต้องรู้ระเบียบที่เกี่ยวข้องได้อย่างเข้าใน สามารถทำงานภายใต้ความกดดันได้ ที่สำคัญเนื่องจากเป็นฝ่ายงานสนับสนุน จึงควรเป็นคนที่มีพื้นฐานนิสัยที่  มีน้ำใจ เกื้อกูลผู้อื่น

เนื่องจากการทำงานในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก คนทำงานธุรการก็ต้องรักการเรียนรู้และพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง     อย่างเช่น  แนวคิดสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ (E-Office) ที่นำใช้เทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์ และ เทคโนโลยีการสื่อสาร มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน เช่น การจัดการเอกสาร จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การเก็บรักษาและแก้ไขกลุ่มข้อความ กลุ่มรูปภาพ งานทางบัญชี และ อื่น ๆ สำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ ยังรวมถึงระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมที่สามารถใช้ประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย เป็นสิ่งสำคัญที่ฝ่ายงานธุรการต้องเรียนรู้ เพื่อเพิ่มการอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร ทั้งภายใน และภายนอกองค์การ  ลดปัญหาเรื่องระยะทาง ถึงแม้ว่าจะอยู่นอกออฟฟิศ เพียงมีอินเทอร์เน็ตก็สามารถเชื่อมโยงให้คุณสามารถทำงานเร่งด่วนนอกออฟฟิศได้ไม่จำกัดเวลาและสถานที่  และใช้ช่วยอำนวยความสะดวกด้วยระบบการจัดเก็บเอกสารเป็นหมวดหมู่

สำหรับค่าตอบแทนสำหรับการทำงานธุรการในระดับเริ่มต้น หากใช้วุฒิ ปวส. อัตราเงินเดือนเริ่มต้นราว 12,000 บาท ปริญญาตรี ราว 15,000 บาท และสามารถก้าวหน้าไปถึงการเป็นหัวหน้าสำนักงานฝ่ายอำนวยการ หรือ เลขานุการสำนักงานได้ ซึ่งอาจได้รับเงินเดือนราว 60,000-80,000 บาทแล้วแต่ลักษณะองค์การ


FA (Financial advisor) อีกหนึ่งสายงานด้านการเงินที่น่าสนใจ

หากคุณคิดถึงงานด้านการเงิน แน่นอนว่างานธนาคาร คือ สิ่งแรกที่หลายคนคิดถึง  แต่ในปัจจุบันบริการด้านการเงินมีมากมากหลากหลายรูปแบบ และมีมากกว่าการทำธุรกรรมทางการเงินทั่วๆไป เพราะเรื่องของเงินทองนั้น เมื่อได้มาก็ต้องทำให้เกิดการจัดการที่ดี เพื่อให้ได้ดอกผล ก็คือ การเอาเงินไปลงทุน  หรือ อย่างน้อยที่สุดเพื่อให้มีต้นทุนที่เกิดขึ้นจากรายได้ให้ได้ต่ำที่สุด เช่น การจัดการภาษีเพื่อให้ได้รับการลดหย่อนอย่างถูกกฏหมาย

จากจุดนี้เองจึงนำไปสู่การเกิดขึ้นของอาชีพที่ปรึกษาทางการเงิน หรือที่เราเรียกว่า  FA (Financial advisor)  อีกหนึ่งอาชีพที่เป็นทางเลือกให้คนที่ต้องการหางานที่เกี่ยวกับสายงานการเงิน เป็นทางเลือกที่ดีไม่แพ้การทำงานในสายงานธนาคารเลย เรามารู้จักอาชีพนี้ผ่านบทบาทความรับผิดชอบกันเถอะ เมื่อคุณรู้จักมากขึ้นแล้วอาจอยากทำงานในสายงานนี้ก็ได้นะ  บทบาทหน้าที่ของ FA มีดังนี้

  1. ทำความรู้จัก ศึกษารายละเอียดของผู้วางแผน เก็บข้อมูลทางการเงิน นิสัยทางการเงิน และทรัพยากรด้านการเงินที่มีอยู่ทั้งหมด
  2. มีหน้าที่ช่วยผู้วางแผนในการ อาทิ กำหนดแผนชีวิต กำหนดเป้าหมายทางการเงิน เพื่อจัดสรรเงินให้ตรงตามเป้าหมายนั้นๆ
  3. จัดทำงบการเงิน และวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio) เพื่อสะท้อนสถานะการเงินในปัจจุบัน และในอนาคตของผู้วางแผนออกมา
  4. ให้คำแนะนำในการปรับหรือแก้ไขการวางแผนสินทรัพย์ทางการเงินที่ผู้วางแผนมีอยู่ในปัจจุบัน เช่น การโยกย้ายสินทรัพย์ทางการเงินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ย้ายไปเป็นสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้
  5. เสนอแผนการเงินต่างๆ เช่น แผนเกษียณ แผนทุนการศึกษา แผนปลดหนี้สิน ต้องคำนวณ วิเคราะห์ กระทบรายได้ กระทบสินทรัพย์ กระทบหนี้สิน ความเสี่ยง เพื่อจัด Portfolio หรือการจัดสัดส่วนการลงทุนให้กับผู้ใช้บริการ
  6. การให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงติดตามผลการลงทุน และแผนการเงิน ทั้งนี้อาจแนะนำผู้ชำนาญการด้านปฏิบัติให้ได้รู้จักกับผู้วางแผนเพื่อให้คำแนะนำเชิงลึกต่อไป
  7. ทบทวนการแผนเงินเป็นระยะๆ เพื่อเสนอแผนทางการเงินที่ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น และลดความเสี่ยงให้ผู้ใช้บริการ

การที่จะอยู่ในสายงานนี้ได้ต้อง มาจากการพัฒนาองค์ความรู้พื้นฐาน ทักษะ และความสามารถให้กับตัวแทน FA ผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมเข้มข้น (FA Intensive Training) และกิจกรรมส่งเสริมการทำงานอย่างต่อเนื่อง (Activities Management) เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาความรู้ทางการเงินเพิ่มเติมและนำไปสู่การมีใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน (Investment Consultant License) ซึ่งเป็นใบอนุญาตที่ที่ปรึกษาการเงินจำเป็นต้องมี เพื่อที่จะได้มีคุณสมบัติในการนำเสนอและให้คำแนะนำกับลูกค้าในการวางแผนการเงิน (Financial Planning) คลอบคลุมทุกด้าน

สายอาชีพตัวแทนที่ปรึกษาการเงิน (FA) มีความท้าทายอยู่มาก เป็นอาชีพอิสระที่สามารถสร้างรายได้อย่างไม่จำกัด เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่มีแนวความคิดที่ชัดเจน ที่ชอบงานด้านการเงินแต่อาจไม่ชอบระบบงานธนาคาร อยากมีอิสระและเป็นเจ้าของกิจการ อย่างไรก็ตามต้องระลึกเสมอว่า การที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ ตัวแทน FA จะต้องมีความมุ่งมั่นและมีวินัยในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ และคุณต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองผู้รับบริการเป็นอย่างมาก


อยากได้งาน อย่านิ่งดูดาย เร่งพัฒนาตัวเองเข้าไว้

 หากคุณอยู่ในฐานะของนายจ้าง ที่ต้องจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน คุณต้องการพนักงานแบบไหน แน่นอนว่าต้องการพนักงานที่  สามารถทำกำไรให้องค์กร ต้องการคนเก่ง คนดี คนสู้งาน คนมีความสามารถ  คนที่สามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับองค์การ จริงไหม?  ความจริงในเรื่องนี้ ทำให้องค์กรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคน  มีการใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วยในการทดสอบและคัดเลือกเพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ต้องการให้มากที่สุด

 

กลับมาที่สถานะปัจจุบันของคุณ หากคุณคือ คนที่กำลังหางานทำ ก็คงพอจะบอกได้แล้วว่าคุณต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ต้องการขององค์การ  การพัฒนาตัวเองเพื่อให้พร้อมต่อการหางาน และ เป็นตัวเลือกที่ดีที่นายจ้างจะพิจารณาเลือกให้เข้าทำงานนั้น สามารถพัฒนาตนเองผ่านกิจกรรมต่อไปนี้

  1. ติดตามข่าวสาร เพื่อให้เรามีความรู้ที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ความรู้เหล่านี้นอกจากจะใช้เป็นความรู้ทั่วไปแล้ว เราสามารถทราบความเคลื่อนไหวขององค์กรต่างๆ ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาตัวเองให้สอดคล้องกับทิศทางการบริหารสมัยใหม่ได้มากยิ่งขึ้น
  2. อ่านคู่มือการสัมภาษณ์สำหรับผู้สัมภาษณ์ จะได้เข้าใจว่าคำถามแต่ละคำถาม ผู้สัมภาษณ์ถามเพื่ออะไร ไม่ใช่รู้เพียงแต่จะตอบอย่างไร หรือถ้าให้ดีควรอ่านทั้งคู่มือสำหรับผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ การอ่านคู่มือนี้จะช่วยให้เราเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการสอบสัมภาษณ์ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  3. หางานในเชิงรุกมากขึ้น ประกาศตัวให้รู้ว่า คุณคือ สินค้าคุณภาพดี เปิดตัวเองให้มากขึ้น ส่งประวัติไปทุกที่ที่มีช่องทาง ทำความรู้จักกับคนทุกคนที่มีโอกาส พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคมต่างๆ รู้จักใช้ Social Media ในการประชาสัมพันธ์ความสามารถของตนเอง ฝากประวัติงานบน Digital Platform ที่มีความน่าเชื่อถือ หาบุคคลอ้างอิงที่สามารถการันตีความสามารถของคุณได้ แบบนี้อาจไม่ต้องสมัครงานแต่งานอาจจะวิ่งเข้าหาคุณ
  4. หากยังหางานประจำไม่ได้อย่าอยู่นิ่งเฉย หางาน Part -Time ทำไปก่อน คนที่จบมาใหม่ๆ ที่เริ่มท้อแท้กับการหางาน ขอให้ลดระดับความคาดหวังของตัวเองลงจากที่ต้องการทำงานประจำกับบริษัทชั้นนำลงมาสู่การเป็นลูกจ้างชั่วคราว เป็นการหาประสบการณ์ในการทำงานจริง และอาจเป็นช่องทางนำไปสู่การได้งานประจำในองค์การนั้นๆก็ได้
  5. บางคนอาจหางานมานานเกิน 6 เดือนแล้วไม่ได้งานอาจมาถึงเวลาต้องพิจารณาปรับปรุงศักยภาพของตัวเองอย่างจริงจัง ดังนั้นควร จัดสรรเวลาและเงินทุนเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนา อย่าปล่อยให้เวลาในการหางานล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ใช้เวลาว่างพบปะผู้คน ท่องอินเตอร์เน็ต อ่านหนังสือเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาศักยภาพทั้งเรื่องทักษะการทำงาน และการพัฒนาทางความคิด เมื่อประเมินตนเองว่ามีแนวโน้มการพัฒนาที่ดีแล้ว จึงเริ่มเข้าสู่การหางานทำใหม่อีกครั้ง

ก่อนสมัครงานมารู้ยุทธศาสตร์เพื่อแข่งขันยุคดิจิทัล ของ BIG4 วงการธนาคาร

หากพิจารณาเท่าที่เราสามารถรับรู้ได้ผ่านประสบการณ์ตรงของตัวเราเอง เราย่อมเห็นชัดว่าการบริการทางการเงินของธนาคารได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว  ง่ายที่สุดที่เกิดกับตัวเราคือ การมี Application ที่ทำให้เราสามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย  จะสั่งของ ซื้อของ โอนเงิน ซื้อกองทุน ซื้อหุ้น ก็สามารถทำได้ง่ายๆ บางคนเดินเข้าธนาคารครั้งสุดท้ายคือการไปเปิดบัญชีธนาคารแล้วจากนั้นก็ไม่ได้ไปทำธุรกรรมผ่านเคาน์เตอร์อีกเลย   นี่เป็นการเปลี่ยนภาพของการบริการทางการเงินที่เห็นได้ชัด ในฐานะที่เราเป็นผู้ใช้บริการ  แต่สำหรับคนที่ต้องการสมัครงาน เพื่อเข้าทำงานในสายงานธนาคาร สิ่งที่คุณต้องเรียนรู้และแสวงหาข้อมูลมีมากกว่านั้น เพราะการจะสมัครงานเข้าไปทำงานในองค์กรใดอย่าลืมว่าคุณต้องรู้จักองค์กรนั้น วันนี้จึงนำเอา ยุทธศาสตร์เพื่อแข่งขันยุคดิจิทัล ของ BIG4 วงการธนาคาร มาเล่าสู่กันฟัง หวังว่าจะเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวสมัครงานในสายงานธนาคาร เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

เริ่มต้นที่ แบงก์กรุงเทพ (BBL) วางยุทธศาสตร์ตอบรับ 3 ปัจจัยหลัก  ได้แก่ Regionalization หรือการเชื่อมโยงกันในทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่างๆ   Urbanization หรือการเติบโตของสังคมเมืองในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร และ Digitalization หรือการที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ โดยทั้ง 3 ปัจจัยมีความเกี่ยวโยงระหว่างกัน และส่งผลให้ความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป

ในขณะที่ ไทยพาณิชย์ (SCB) ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหม่ด้วยกลยุทธ์ตีลังกา Going Upside Down  (กลับหัวตีลังกา) มาผลักดันองค์กรให้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแล สมดุลใน 5 เรื่องที่สำคัญ ได้แก่ 1.Lean the Bank 2.High Margin Lending 3.Digital Acquisition 4.Data Capabilities 5.New Business Model พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการท างานให้แตกต่างจากเดิมและนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร

ด้านกสิกรไทย  (Kbank) รักษาเก้าอี้ผู้นำดิจิทัล ชูกลยุทธ์ Customers’ Life Platform of Choice หรือแพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่ลูกค้าเลือกเพื่อตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต ให้บริการของธนาคารเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของลูกค้าต้องวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมและความต้องการจนสามารถคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้ล่วงหน้าโดยพัฒนาจุดแข็งจากการเป็นอันดับหนึ่งในดิจิทัล แบงกิ้ง และกำหนดกลยุทธ์การให้บริการ 3 ด้าน ได้แก่ 1. ให้บริการมากกว่าความเป็นธนาคาร (Beyond Banking) 2. ลูกค้าไว้วางใจ(Embedded Trust) และ 3.ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมทุกที่ทุกเวลา(Everyone, Everyday, Everyway, Everywhere)

ส่วน แบงค์ของรัฐอย่าง กรุงไทย (KTB) วางหมาก FASTเร่งเครื่ององค์กรเต็มสูบ  กรุงไทยชู FAST เร่งเครื่ององค์กรยึดจุดแข็งคลุมพื้นที่ต่างจังหวัดกว่า 90% โดยจะใช้จุดแข็งของธนาคารกรุงไทยที่มีลูกค้าต่างจังหวัดเป็นฐานหลัก ในปี 2561 จะเป็นการเปลี่ยน DNA ของธนาคารจาก First เป็น FAST “ภาพพจน์ของธนาคารกรุงไทยในอดีต คือ ช้ายืดยาดไม่ตอบโจทย์ แต่วันนี้ต้องปรับใหม่ให้เป็น Fast and Simple และควรจะมีจุดแข็งของความเป็นธนาคารคือ Trust และต้องเปิดกว้างสำหรับทุกคน หรือ Assist จึงเป็นที่มาของคำว่า FAST”

 


FinTech อีกหนึ่งความรู้ที่คนสายงานธนาคารต้องเรียนรู้

 

เราคงไม่ต้องย้ำให้รู้สึกกันแล้วว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่เป็นยุคของ Disruptive World หรือโลกที่กำลังได้รับการก่อกวนจากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป หากคุณไม่อยากถูกก่อกวน ก็จงเป็นคนที่นำการก่อกวนนี้ จะทำได้ต้องอาศัยการเปิดมุมมอง การแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ การเสริมประสบการณ์ให้กับตัวเองได้เรียนรู้สึกใหม่ๆ  วันนี้เราขอพูดถึงสายงานธนาคาร ที่เป็นหนึ่งสายงานที่ได้รับอิทธิพลจากความท้าทายของสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกยุคดิจิทัล ในปัจจุบัน บริการทางการเงินยุคใหม่ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง งานธนาคาร เท่านั้น  แต่ FinTech กำลังก้าวเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำธุรกิจของสายงานธนาคาร

หากคุณคือหนึ่งคนที่ต้องการสมัครงานธนาคาร และยังไม่เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงนี้และยังไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับ FinTech โอกาสในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสายงานธนาคารก็คงจะหวังผลยาก

สถานการณ์ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนผู้ประกอบการด้านสถาบันการเงินต่างตื่นตัวให้ความสนใจ FinTech (Financial Technology) หรือเทคโนโลยีทางการเงินที่ในอนาคตจะเข้ามามีบทบาทต่อการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนFinTech กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นผลมาจากเทคโนโลยี 4 ด้าน ประกอบด้วย Social Media, Mobile, Analytics และ Cloud ที่เกิดการประยุกต์ใช้บนแนวโน้มการเติบโตด้านอินเทอร์เน็ตที่มีผู้ใช้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นแล้วใช่ไหมว่าคุณไม่อาจปฏิเสธการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วมาเรียนรู้ไปด้วยกันเถอะ

เราน่าจะมาเริ่มกันที่ FinTech คืออะไร FinTech มีที่มาจากคำว่า Financial และ Technology แปลตรงตัวได้ว่า เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน  หรือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจการเงิน เช่น การจ่ายเงินออนไลน์, การซื้อหุ้นออนไลน์ ฯลฯ

ในช่วงที่ผ่านมา มีบริการรูปแบบใหม่เกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ที่เห็นชัดคือ การชำระเงินค่าสินค้าและบริการผ่านช่องทางดิจิทัล (e-Payment) ที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงการบริการได้อย่างรวดเร็วและลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมอย่างมาก  และที่ใกล้ตัวเรามากๆ คือ PromptPay ที่ ที่เปลี่ยนวิธีการโอนเงินให้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องใช้เลขที่บัญชีผู้รับโอน ไม่ต้องรู้ว่าธนาคารอะไร รู้เพียงหมายเลขโทรศัพท์มือถือก็สามารถทำธุรกรรมได้

มาสู่คำถามว่าแล้ว FinTech  มาเกี่ยวอะไรกับการทำงานธนาคาร หากสังเกตให้ดี เราจะเห็นว่าค่าธรรมเนียมบริการด้านการเงิน เช่น การฝาก ถอน โอน จะถูกลดลงไปและอาจไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเลย ดังนั้นรายได้ของธนาคารจึงเปลี่ยนรูปแบบไป และ Business Model ก็ย่อมเปลี่ยนไป คนทำงานก็ต้องทำงานที่สร้างมูลค่าในรูปแบบใหม่ในธนาคาร อีกทั้งเทคโนโลยีทำให้สามารถลดคนทำงานได้ อย่างนี้แล้วหากคุณมีความสามารถตอบสนองการทำงานธนาคารรูปแบบเดิมเท่านั้น คุณก็น่าจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่จะได้รับการพิจารณาให้เข้าทำงานธนาคาร

จึงอยากจะฝากไว้สำหรับเด็กจบใหม่ หรือ คนหางานทั่วไป ที่อยากสมัครงานเพื่อเข้าสู่สายงานธนาคารวันนี้คุณต้องรู้แล้วว่าโลกเปลี่ยนไปและต้องพัฒนาศักยภาพให้ทันเพื่อที่จะได้เป็นคนทำงานที่ถูกเลือกเข้ามาสู่โลกการทำงานยุคดิจิทัล

 

 


เรียนจบการเงินมา ทำงานอะไรได้บ้าง

 

เคยเจอคำพูดนี้ไหม  “ทำไมไม่เรียนบัญชี  เรียนการเงินโอกาสหางานทำยากนะ”  หรือ “โอ้ยไม่มีใครเขาจ้างคนจบการเงินหรอกมันไม่คุ้ม”   ได้ยินแล้วปี๊ดแตกไหม เด็ก Finance ทั้งหลาย  ถ้ารู้สึกไม่ดีก็เก็บไว้นะอย่าไปสนใจ เพราะเส้นทางการทำงานของคนที่จบการเงินมานั้นก็ใช่ว่าจะดูไม่สดใส เพราะคุณสมารถสมัครงานเพื่อเข้าทำงานได้หลากหลายสายงาน และมีโอกาสเติบโตเช่นเดียวกัน  ว่าแล้วมาดูกันเลยว่า มีสายงานอะไรที่อ่าแขนรับเด็ก Finance บ้าง

สำหรับผู้ที่จบการศึกษาทางด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็น บริหารธุรกิจบัณฑิต (การเงิน) หรือ เศรษฐศาสตรบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเงิน) สิ่งแรกที่คิดกันคือการมองหางานธนาคาร(Banking)  ใช่ไหม ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นเป้าหมายหลัง แต่ก็ยังมีสายงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ด้วยนะ  เพราะคุณสามารถสมัครงาน เพื่อเข้าไปทำงานใน สายงานด้านหลักทรัพย์และวาณิชธนกิจ (Securities and Investment Banking) งานการเงินของบริษัท (Corporate Finance) และงานจัดการลงทุน (Fund Management) สำหรับสายงานต่างๆนั้น มีลักษณะการทำงานอย่างไรก็ตามมาดูกันเลย

เริ่มกันที่ งานธนาคาร (Banking) เน้นหน้าที่หลักคือปล่อยสินเชื่อ การวิเคราะห์เครดิต การวิเคราะห์ธุรกิจและโครงการ รวมถึงการจัดวงเงินสินเชื่อที่เหมาะสมกับธุรกิจของลูกค้า หรืออาจเน้นทางด้านการบริหารเงิน ทั้งสกุลเงินบาทและสกุลต่างประเทศ การเป็นดีลเลอร์ เทรดเดอร์ เหมาะกับคนที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจจากข้อมูลได้เร็วและดี

ด้านงานหลักทรัพย์และวาณิชธนกิจ นั้นส่วนใหญ่ แล้วคนที่จบ Finance จะเข้าไปทำหน้าที่ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Securities Analyst) และเป็นวาณิชธนากร หรือที่เรียกว่า Investment Banker (IB) ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าในการจัดโครงสร้างทางการเงิน หรือทำหน้าที่ด้าน Corporate Finance สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความต้องการทางการเงินหลากหลาย รวมทั้งให้คำปรึกษาในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และนำหุ้นออกเสนอขายให้กับประชาชน (IPO) โดยจะช่วยทำเอกสาร ช่วยประเมินมูลค่าหุ้น ช่วยนำเสนอต่อผู้ลงทุน และอาจจะช่วยดูแลหุ้นหลังจากเข้าไปทำการซื้อขายในตลาดแล้วสักระยะหนึ่ง และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการและการควบรวมกิจการอีกด้วย

หากไม่ชอบงานด้านการเงินในสถาบันการเงินก็ต้องนี่เลย เข้าไปสู่การทำงานองค์กร (Corporate Finance) ตำแหน่งสุดของสายงานนี้คือ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารทางการเงิน (Chief Financial Officer) หรือ CFO  คนที่จบ Financial  เมื่อเข้าไปทำงานการเงินใจองค์กร จะมีทำหน้าที่จัดหาเงินมาใช้ในการดำเนินกิจการอาทิ ใช้ส่วนของทุน (Equity) ใช้เงินกู้ยืม (Debt) ใช้เครดิตทางการค้า (Supplier’s Credit) ใช้ตราสาร เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ ก็เป็นตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ก็เป็นอนุพันธ์ของตราสารทุน เป็นต้น นอกจากการจัดหาเงินแล้วก็ต้องดูแลการใช้เงิน และจ่ายเงิน เช่น การซื้อวัตถุดิบ การควบคุมจำนวนสินค้าระหว่างผลิต การควบคุมลูกหนี้การค้าในกรณีที่มีการให้เทอมเครดิตกับผู้ซื้อ และการจัดเก็บหนี้ให้มีประสิทธิภาพ

 


งานธนาคาร ยุคใหม่ที่มากกว่า ฝาก ถอน ปล่อยสินเชื่อ

 

เมื่อเอ่ยถึงงานธนาคาร ภาพเดิมของพนักงานธนาคารคือการให้บริการ รับฝาก-ถอน หรือเปิดบัญชีเพียงอย่างเดียว หากจะคิดอีกภาพหนึ่งขึ้นมาก็คือในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ ปัจจุบันธนาคารแต่ละแห่งจะมีธุรกิจหลัก ๆ ที่ให้บริการอยู่หลายด้าน ดังนั้นตำแหน่งงานธนาคาร จึงแบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามลักษณะการให้บริการของธนาคาร อาทิ งานบริการด้านการเงิน งานบริการลูกค้า งานบริการด้านบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ งานบริการรับฝากเงิน งานบริการด้านการบริหารสินทรัพย์ งานสินเชื่อพาณิชย์ งานบริการบริหารเงินสด งานการบริการเงินทุน งานบริการด้านหลักทรัพย์ และงานบริการด้านเงินกู้สำหรับธุรกิจ  ลักษณะงานที่เกี่ยวข้องกับงานธนาคาร  นั้นมีหลากหลาย  รวมไปถึง  การแสวงหาลูกค้าสำหรับลงทุน ทั้งการทำประกันภัย ประกันชีวิต    ตลอดจน ให้ความรู้เกี่ยวกับการเงิน การลงทุน วางแผนและวิเคราะห์ทางการเงินการบริหารเงินทุน  การรับผิดชอบจัดทำรายการประจำวันของธุรกรรมทางการเงิน  ติดต่อประสานงานทางด้านข้อมูลการรับ-จ่ายเงินกับคู่ค้า  ควบคุมและติดตามบัญชีลูกหนี้

ยิ่งในยุคดิจิทัลแล้วงานธนาคารยังมีอีกหลายตำแหน่งที่มีขึ้นเพื่อทำให้การบริการของธนาคารเป็นเลิศอาจเป็นงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินทองเลยก็ได้  อาทิ ฝ่ายบริการลูกค้า  ฝ่ายดูแลภาพลักษณ์องค์กร ส่วนงานที่ทำงานมวลชนสัมพันธ์ ส่วนงานพัฒนาธุรกิจ

ตำแหน่งงานธนาคารที่เกี่ยงข้องกับกิจการด้านการเงิน เปิดรับสมัครผู้เรียนจบมาจากหลากหลายสาขา เพราะโอกาสที่จะได้งานธนาคารนั้นค่อนข้างกว้าง หากทำงานด้านการเงิน ผู้ที่เรียนจบมาจากคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (สาขาการเงิน) หรือ เศรษฐศาสตรบัณฑิต (สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน) ก็มีโอกาสที่จะได้งานนี้ หรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการธนาคาร เช่น คณะบริหารธุรกิจ (สาขาการเงิน และการธนาคาร) คณะวิทยาการจัดการ (สาขาการเงิน และการธนาคาร) คณะเศรษฐศาสตร์ (สาขาการเงิน และการธนาคาร)

แต่สำหรับผู้ที่จบมาไม่ตรงสาขาหากต้องการสมัครงานธนาคารในตำแหน่งที่เกี่ยวกับกิจการการเงินอะไร หากคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติตรงกับที่นายจ้างต้องการ ก็สามารถสมัครงานธนาคารได้ เพียงแต่เราต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจสมัครงาน โดยดูว่าเรามีงานที่ตรงกับความต้องการในตำแหน่งงานเหล่านั้นหรือไม่  ส่วนสายงานบริการ นั้น มักเปิดกว้างรับผู้จบการศึกษาหลากหลายสาขาไม่จำกัดว่าเป็นสายวิทย์หรือศิลป์

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครงานธนาคาร  โดยทั่วไปแล้ว ต้องเป็นคนที่มีบุคลิกภาพดีน่าเชื่อถือ   มีใจรักในงานบริการ   สามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้  มีความขยัน และอดทน มีความสามารถด้านการสื่อสาร  การอธิบาย การให้ข้อมูล  และที่สำคัญมากๆคือ ต้องมีความละเอียดรอบคอบในการจัดการข้อมูล

หากคุณกำลังหางานและมีคุณสมบัติตรงตามที่กล่าวมา งานธนาคาร เป็นอีกหนึ่งทางเลือก และเป็นงานที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้ในหลายๆทักษะไม่ว่าจะความรอบครอบ การเข้าสังคม การจัดการปัญหาเฉพาะหน้า หากเตรียมตัวดีแล้วก็ส่งใบสมัครไปได้เลย


ทำไมเด็กจบใหม่ถึงหางานยาก เรื่องนี้มีเหตุผล

เด็กจบใหม่ ก็ยากหน่อยนะที่จะหางานทำ ความคิดแบบนี้มีมากันทุกยุคสมัย แน่นอนว่าองค์กรย่อมอยากได้คนพร้อมใช้งานมากกว่าคนที่ต้องลงทุนในการฝึกฝน แต่มันก็ไม่ทั้งหมดไม่อย่างนั้นแล้ว คนเราจะหางานทำได้ยังไงถ้าองค์กรไม่รับเด็กจบใหม่ คิดดีๆสิ พี่เก่าๆที่อยู่ในองค์กรก็เคยเป็นเด็กจบใหม่ทั้งนั้น นั่นก็น่าจะทำให้เรารู้แล้วใช่ไหมว่าไม่ใช่เด็กจบใหม่ทุกคนจะถูกปฏิเสธ มันต้องมีเหตุผลในการปฏิเสธเด็กจบใหม่เข้าทำงานจริงไหม เหตุผลที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง เรามาดูกัน และบอกเลยว่าถ้าคุณคือเด็กจบใหม่ที่กำลังหางานทำ หากจัดการแก้ไขปิดช่องของสาเหตุเหล่านี้ได้โอกาสหางานได้ย่อมมีสูงแน่นอน
1. เหตุผลยอดนิยม ไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน นักศึกษาจบใหม่หลายคนใช้เวลาช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยไปกับการเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว และใช้เวลาว่างไปกับการเที่ยวเล่น บริษัทมักจะต้องการคนที่เคยมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน ซึ่งหากเราไม่มีประสบการณ์การทำงานเลย ก็อาจเป็นเรื่องยากที่จะได้งาน ดังนั้น การทำงาน Part-Time หรือฝึกงานในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
2. หนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้งานก็คือ ขาดทักษะหรือความสามารถที่เพียงพอและเหมาะสมกับตำแหน่งที่สมัครไป รวมถึงไม่มีอะไรที่โดดเด่นแตกต่างจากคนอื่น ๆ ควรระบุคุณสมบัติที่โดดเด่นของตัวเอง ลงไปไปในเรซูเม่ และควรมีทักษะสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าอาชีพหรือคนทำงานในตำแหน่งใดก็ตามควรจะมีก็คือทักษะการเข้าสังคม และการสื่อสาร
3. เรซูเม่และจดหมายสมัครงานเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้บริษัทได้รู้จักกับผู้สมัครและเป็นตัวตัดสินว่าจะเรียกไปสัมภาษณ์งานหรือไม่ หากเรซูเม่และจดหมายสมัครงานไม่น่าสนใจ ก็คงพลาดโอกาสในการได้งาน จึงควรศึกษาวิธีการเขียนจดหมายสมัครงานที่มีประสิทธิภาพ และสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการเขียนเรซูเม่ให้ดีแล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม
4. ขาดทักษะในการสัมภาษณ์งาน หากไม่มีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะไปสัมภาษณ์งาน เช่น ไม่ศึกษาข้อมูลองค์กร ไม่ศึกษาเส้นทางการเดินทาง และไม่ฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ก็ทำให้เสียโอกาสดีๆไปเลย สิ่งที่ควรทำคือการซ้อมสัมภาษณ์งานในสถานการณ์จำลอง และศึกษาเทคนิคการตอบคำถามซึ่งมีผู้แนะนำไว้มากมาย
5. ไม่ได้งานเพราะเกิดจากการละเลยการเข้าสังคม ขาดความสัมพันธ์กับคนรอบตัว เช่น รุ่นพี่ในสถาบันการศึกษา หรือ กับหน่วยงานที่ไปฝึกงาน บางครั้งความสัมพันธ์ในลักษณะนี้นำมาพิจารณาการรับคนเข้าทำงานได้ ในกรณีที่ต้องการคนที่สามารถมาอยู่ในทีมได้การเลือกคนที่รู้จักในระดับหนึ่งเข้ามาทำงานย่อมดีกว่าการเลือกคนที่องค์กรไม่รู้จักเลย