Tag : สัมภาษณ์งาน

แบบนี้นี่เอง คุณถึงไม่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์งานสักที !!! รู้แล้วปรับตัวด่วน

คนหางานหลายคนสมัครงานไปหลายที่แต่ไม่มีวี่แววจะไปรับการเรียกไปสัมภาษณ์งานนั้นเพราความผิดพลาดบางอย่างที่คุณอาจไม่รู้ตัว เราได้รวบรวมความผิดพลาดที่ว่านี้มาให้คุณลองพิจารณากันดูถ้าพลาดตรงไหนอย่าลืมไปแก้ไขก่อนออกหางานใหม่อีกครั้ง

  1. คุณไม่อ่านรายละเอียดของประกาศรับสมัครงานให้ดี

ประกาศรับสมัครงานส่วนใหญ่ความยาวไม่เกิน 1 หน้า A4 แต่คุณก็ยังอ่านพลาด เช่นระบุอายุผู้สมัคร คุณอายุเกินแต่สมัครมา  กำหนดคุณสมบัติที่ชัดเจนเช่น ผ่านการคักเลือกทหารแต่คุณยังไม่ผ่านก็ยังสมัครมา  นอกจากขาดคุณสมบัติตามประกาศแล้งมันยังสะท้อนว่า เวลาทำงานจริงๆ ถ้ามีการมอบหมายงานคุณย่อมเป็นคนที่ไม่รอบครอบแบบนี้บริษัทจะไม่เสียเวลาดูใบสมัครของคุณเลย

  1. ส่งใบสมัครและ Resume มาโดยไม่มีการอธิบายใดๆ

มารยาทในการส่ง e-mail เป็นสิ่งที่ผู้สมัครงานต้องให้ความสนใจ บางคนส่ง e-mail ไปเพียงแต่พิมพ์ขึ้นต้นว่าสวัสดี แนบ Resume ไม่มีการอธิบายใดๆว่าสมัครงานตำแหน่งอะไรอย่างไง แบบนี้เจ้าหน้าที่ HR สัมภาษณ์งาน ที่รับ e-mail จะไม่เสียเวลากับ e-mail ที่ไร้มารยาทแบบนี้

  1. เข้าใจผิดว่าส่งใบสมัครหลายที่จะมีโอกาสมากกว่า

การที่คุณเลือกที่จะหว่าน Resume ออกไปเป็นจำนวนมาก จะทำให้คุณไม่มีเวลาในการปรับแต่งข้อความ หรืออีเมลของคุณให้เหมาะสมกับบริษัทนั้นๆ มันสะท้อนคุณขาดความรอบครอบ Resume หรือ จดหมายแนะนำตัวรวมทั้งข้อความต่างๆในเอกสารสมัครงานควรเป็นการเขียนสำหรับองค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะมากกว่า  เพราะรายละเอียดที่คุณควรระบุลงไปอาจไม่เหมือนกัน ซ้ำร้ายคือการเขียนชื่อบริษัทผิดและเขียนสลับกันโดยระบุชื่อบริษัทหนึ่งในใบสมัครงานแต่ส่งไปอีกบริษัทหนึ่ง

  1. คุณเขียน Resume ไม่ดีพอ

ความพลาดนี้เกิดบ่อยที่สุด  การเขียน Resume ที่ดีคือการโฆษณาตัวเองภายใน 2 หน้ากระดาษแล้วทำให้ HR อดใจไม่ไหวที่จะไปเชิญคุณมาสัมภาษณ์งานแต่ถ้าอ่านไปจนจบแล้วไม่มีความคิดว่าคุณน่าสนใจตรงไหนเลยแบบนี้ก็คงไม่ได้ไปต่อ เวลาจะเขียน Resume ให้นึกเปรียบเทียบว่าโฆษณาความยาว 15 วินาทีทำยังไงให้คุณอยากรีบลุกไปควักเงินซื้อสินค้าทำให้ได้แบบนั้นกับ Resume ของคุณ

 

 

  1. Profile คุณไม่น่าสนใจ

คนที่ค่อนข้างธรรมดา (Generic) โลกมักไม่จดจำ เช่นเดียวกันกับการเขียน Profile  ได้อย่างจืดชืดนั่นเอง การจะบอกเพียง คุณ Microsoft Word ได้ สามารถพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษได้เร็วกว่า 50 คำต่อนาที หรือแม้แต่การจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำพร้อมเกรดอันสวยหรู อาจไม่พอ แสดง Passion ของคุณให้สะท้อนใน Profile  ให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยควรรู้ว่าตำแหน่งที่มาสมัครกำลังมองหาคุณสมบัติอะไรและเขียนสะท้อนออกมาว่าคุณทำมันได้ดีขนาดไหน

Please follow and like us:

คำถามต้องห้ามระดับ 10 กะโหลก อย่าโชว์กึ๋นเพื่อฆ่าตัวเองในวันสัมภาษณ์งาน

การสัมภาษณ์คือการพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนบทสนทนาระหว่างกัน คำถาม สัมภาษณ์งาน บริษัทจะพิจารณารับคนที่อยากให้ความร่วมมือกับบริษัทอย่างจริงจังในระยะยาว การสัมภาษณ์งานนั้นพิจารณาหลายสิ่งจากผู้สมัครงานทั้งความรู้ ไหวพริบ การวางตัว บุคลิก และมารยาท ดูได้จากอะไรก็ได้จากการตอบคำถามและการถามคำถามออกไปของผู้สมัครงานนั้นเอง  หากคุณไม่อยากพลาดงานดีๆ จงหลีกเลี่ยง “คำถามต้องห้ามระดับ 10 กะโหลก ” ต่อไปนี้

  1. ตำแหน่งนี้ ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง?

สิ่งที่คุณต้องหลีกเลี่ยง คือคำถามพื้นฐานที่คุณควรรู้อยู่แล้วจาก Job Description ที่ลงประกาศเอาไว้ การที่ถามเช่นนี้เท่ากับการบอกให้รู้ว่าคุณไม่ได้หาข้อมูลที่ควรจะรู้มาเลย และยังแสดงให้เห็นอีกว่าคุณไม่ได้จริงจังกับการมาสมัครงานที่นี่ เพราะในความเป็นจริง คนเราไม่รู้ว่าต้องทำงานอะไร จะมาสมัครหรือ สิ่งที่ควรถามคือคำถามที่แสดงให้เห็นว่าคุณมีพื้นฐาน มีความรู้ครอบคลุมเกี่ยวกับตำแหน่งนั้นๆ และพร้อมทำงานนั้น  เชน เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน 3 ปีข้างหน้า องค์กรต้องการให้คุณมีความรู้ความสามารถอะไรเพิ่มเติม หรือ หากต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าที่ระบุไว้องคกรจะมีการฝึกอบรมใดมารองรับการพัฒนาความสามารถของคุณ

  1. บริษัทนี้ เป็นบริษัทมหาชนหรือเปล่า?

คุณสามารถค้นหาได้ตามหน้าเว็บไซต์บริษัทหรือเว็บไซต์ข่าวธุรกิจทั่วไป การที่คุณถามคำถามนี้กับผู้สัมภาษณ์ ก็เท่ากับว่าคุณทำการบ้านมาไม่ดี และออกจะเป็นคำถามเชิงท้าทายว่านี่บริษัทนิเป็นมหาชนหรือไม่ถ้าไม่ใช่คุณคงไม่อยากทำงานด้วยแบบนี้สร้างอคติให้กับกรรมการสัมภาษณ์เปล่าๆนะ  ลองสอบถามให้โชว์กึ๋นสักหน่อย จะดีกว่า เช่น ทราบมาว่า บริษัทติดอยู่ใน SET100 อบากทราบว่าบริษัทมีเป้าหมายที่จะเข้าสู่การติดอันดับ SET50 หรือไม่ และมีแนวทางอย่างไร องค์กรคาดหวังว่างานในตำแหน่งที่คุณทำจะสนับสนุนเป้าหมายขององค์กรได้อย่างไร

  1. ถามออกไปว่าองค์กรคุณเช็คประวัติผู้สมัครด้วยวิธีไหน?

คำถามนี้ไม่สร้างสรรค์และดูละลาบละล้วงมากทีเดียว เพราะเรื่องนี้เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของบริษัทที่จะทำการตรวจสอบประวัติของผู้สมัครงาน อาจทำได้หลายวิธีที่ไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้สมัครจึงเป็นคำถามที่ไม่รู้จะถามให้ได้อะไรขึ้นมา

 

  1. จะได้เลื่อนตำแหน่งตอนไหน ​​?

การที่จะโพล่งถามถึงระยะเวลาที่คุณจะได้ปรับเลื่อนตำแหน่งในขณะสัมภาษณ์ดูไม่ดีในเรื่องของการใช้คำถามแท้จริงแล้วสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ถามได้แต่อยู่ที่การตั้งคำถาม การใช้ภาษา และจังหวะในการถาม หากคุณเปลี่ยนเป็นคำถาม เช่น ขออนุญาตสอบถามถึงแผนความก้าวหน้าในสายอาชีพของตำแห่งนี้ เพื่อให้ทราบข้อมูลในการพัฒนาตัวเอง หรือ องค์กรคาดหวังอย่างไรที่จะเห็นพัฒนาการการทำงานและผลงานของคุณ แบบนี้ก็เป็นคำถามที่เหมือนเรียบเคียงถามถึงการเลื่อนตำแหน่งแล้ว

 

Please follow and like us:

ทำอย่างไรให้การขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิเรื่องการงานสัมฤทธิ์ผล

คนหางาน คนทำงาน คนที่อยากมีความเจริญก้าวหน้าในงาน รวมทั้งคนที่มีปัญหาในการทำงาน ไม่อุปสรรคไม่เจริญก้าวหน้า การขอพรกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอีกวิธีหนึ่งคนที่มีศรัทธาจะทำเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ในการขอพรเรื่องการงานนั้น ต้องมีความตั้งใจเป็นที่ตั้ง หากตั้งใจดีแล้วก็มักประสบความสำเร็จหางานได้อย่างที่ตั้งใจ และการงานเจริญก้าวหน้า เพื่อให้ได้ผลตามความของผู้หางาน มีข้อแนะนำในการขอพรเรื่องการงานดังนี้

  1.  ขอพรโดยไม่ทำร้ายผู้อื่น

พรที่ขอต้องเป็นเรื่องดี  การขอให้ตัวเองได้ในสิ่งที่ดีนั้นย่อมทำได้ แต่ต้องไม่เป็นการเบียดเบียนหรือสร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่น  หากอยากขอพรเรื่องการงาน อย่าได้ไปแช่งให้คู่แข่งคนอื่นพินาศ และผู้ที่มาขอพรเรื่องการงานนั้น ก็ต้องเป็นคนขยันหมั่นเพียรในการประกอบกิจการงานด้วย  สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงจะช่วยให้พรที่ขอเป็นจริง

  1. ตั้งมั่นอย่างแรงกล้า

มีพลังจิตอย่างแรงกล้าที่จะส่งคำอธิษฐานให้เชื่อมต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์  สมัครงาน ทำสมาธิตั้งจิตที่แน่วแน่ที่สุด และเป็นจิตอันบริสุทธิ์ สื่อออกไปถึงความตั้งใจและนำเอาความตั้งใจนี้มาใช้ต่อในการทำงานและการหางานต่อด้วย

  1. มีสติในการขอพร

ผู้ขอพรต้องความดีเป็นที่ตั้ง ตั้งมั่นอยู่ในความดีอย่างมีแรงศรัทธา ควรเริ่มต้นจากการให้ทาน รักษาศีล และสวดมนต์ภาวนา ละเว้นการเบียดเบียนผู้อื่น  พูดในสิ่งที่เป็นมงคลกระทำสิ่งที่ไม่เป็นบาป เมื่อมีจิตใจที่ดีแล้วเวลาขอพรไปขอให้ขอพรที่ไม่มากจนเกินไป เช่น ขอให้ได้งานนี้ โดยขอให้ตนเองมีสติมีความรอบครอบในการเข้ารับการคัดเลือก หรื อ ขอให้การทำงานราบรื่นให้ผลงานออกมาดี เป็นที่ถูกใจของเจ้านายเพื่อให้ได้เลื่อนขั้น อย่าไปขอว่าให้ได้งาน ให้คู่แข่งแพ้พ่ายไป แบบนี้เป็นอกุศล

4.ต้องไม่ลืมขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร

มีความเชื่อที่ว่ากรรมเก่าก็เป็นวิบากกรรมที่สามารถส่งผลให้แรงอธิษฐานอ่อนพลังลงไปได้ จึงควรหมั่นขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรให้ยกโทษให้ และมาร่วมอนุโมทนาบุญกับการทำความดีทุกครั้ง

 

www.jobtopgun.com

  1.  ขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอานุภาพตรงตามเรื่องที่ขอ

โดยทั่วไปหาคุณจะขอในเรื่องการงานนั้นมักนิยมไปขอพรกันที่   ศาลเจ้าพ่อกวนอู  หลวงพ่อปู่ วัดชนะสงคราม  หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง ภูเก็ต  ท้าวมหาพรหมเอราวัณ  พระพิฆเนศ พระแม่มหาอุมาเทวี ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ศาลเจ้าพ่อเสือ  กรมหลวงชุมพร (เสด็จเตี่ย) เสด็จพ่อ ร.5

Please follow and like us:

พฤติกรรมสุด ยี้ !!! อย่าทำแบบนี้เวลาไปสัมภาษณ์งาน

สร้างความประทับใจแรกพบได้ (First Impression) เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สมัครงานต้องสร้างให้กับกรรมการสัมภาษณ์งานประทับใจให้ได้ เพราะมีผลต่อการพิจารณาให้คุณได้งานเป็นอย่างมาก เมื่อมีโอกาสได้ผ่านการรับเลือกให้เข้าสัมภาษณ์งานแล้ว ผู้สมัครงานจงทำให้ดีที่สุด และควรปฏิบัติตามมารยาทที่ดีในการสัมภาษณ์งาน โดยเลี่ยงที่จะทำพฤติกรรมต่อไปนี้

 

 

  1. อย่าดูเวลา หรือ มองนาฬิกาบ่อยๆ

รีบไปไหนรึเปล่า !! มีธุระรึอย่างไร กรรมการอาจจะตัดสินว่าคุณกำลังรีบ หรืออึดอัด และอยากจะออกไปจากการสัมภาษณ์เร็วๆ จึงไม่ควรทำ ควรที่จะจดจ่อและให้ความสำคัญกับการตอบคำถามของกรรมการจะดีกว่า

  1. โทรศัพท์ดังระหว่างสัมภาษณ์แบบนี้คะแนนติดลบแน่ๆ

ต้องปิดโทรศัพท์มือถือก่อนเข้ารับการสัมภาษณ์ถือเป็นมารยาทสากลที่ควรทำ เพราะเสียงโทรศัพท์ทำให้กรรมการสัมภาษณ์เสียสมาธิ และเป็นการขัดจังหวะการสัมภาษณ์งาน บางทีที่ถือเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญจะหยุดสัมภาษณ์และเชิญคุณออกจากห้องไปเลย

  1. แต่งตัวดีคือสุภาพไม่ใช่ของแพงและดูฟู่ฟ่า

การแต่งตัวไปสัมภาษณ์งานเน้นความสุภาพเรียบร้อย ด้วยชุดสากลไม่ควรแต่งตัวโดดเด่น เป็นที่ดึงดูดสายตาผู้คน การใส่มีเครื่องประดับควรพิจารณาให้ดี ใส่ได้แต่อย่าเยอะ จนรุงรัง นาฬิกาเรียบๆ แหวนเรียบๆถือว่าผ่าน แต่ถ้าถึงขั้นใส่สร้อย และตุ้มหาที่ระย้าห้อยลงมาคงไม่เหมาะ  และไม่จำเป็นต้องเป็นของแพง อีกอย่างกรุณาแต่งตัวคลุมโทน อย่างใส่เสื้อสีกางเกงหรือกระโปรงอีกสี และคลุมทับด้วยสูทอีกสี แบบนั้นดูขาดรสนิยมเหลือร้าย

  1. ควบคุมพฤติกรรมของตัวเองให้ดี

ทุกคนมักมีพฤติกรรมที่คุณชอบทำ โดยไม่รู้ตัว ต้องควบคุมตัวเองให้ดี เพราะหากไม่ควบคุมตัวเองพฤติกรรมนั้นอาจอาจเบี่ยงเบนความสนใจของกรรมการสัมภาษณ์ และทำให้กรรมการรำคาญจนเกิดอคติพฤติกรรมที่โดยปกติอาจไม่ใช่เรื่องแย่แต่สำหรับการสัมภาษณ์งานนั้นผู้สมัครงานต้องไม่กระทำคือ  การยักไหล่ การบิดขยับตัว สะบัดผม การกระพริบตาถี่ๆ การเขย่าขา  อาการล้วงแคะแกะเกา

 

  1. อย่าพูดรัวเร็วเป็นรถด่วน

การสื่อสารโดยคำพูดของคุณในการตอบคำถามกรรมการสัมภาษณ์ต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การพูดไม่ควรพูดเร็วจนรัว  ต้องเว้นจังหวะหายใจบ้าง ไม่พูดยาวนานจนกรรมการเบื่อไม่ตั้งใจฟัง  ควรพูดให้กระชับได้ใจความ  เว้นจังหวะให้ดี สังเกตพฤติกรรมผู้ฟังโดยมองดูว่าเขาต้องการสอบถามอะไรหรือไม่ ที่คุณกำลังตอบถ้าเห็นว่าเขาต้องการถามอะไรควรพูดจาให้กระชับและเปิดโอกาสให้กรรมการสอบถามคุณ

 

จำไว้ว่าการสัมภาษณ์งานอาจใช้เวลาเพียง 15-20 นาที แต่เวลาเพียงเท่านี้ผู้สัมภาษณ์มืออาชีพจะสังเกตพฤติกรรมของคุณอย่างละเอียดและวิเคราะห์คุณได้อย่างท่องแท้ และเวลาเพียงไม่นานอาจเปลี่ยนชีวิตของคุณไปเลย เตรียมตัวให้ดีก่อนไปสัมภาษณ์โอกาสได้งานจะเป็นของคุณ

Please follow and like us:

แก้โรคเบื่องานก่อนไหม ถ้าไม่หายถึงหางานใหม่

“โรคเบื่องาน”   น่าจะมีความรุ่นแรงพอๆกับ ออฟฟิตซินโดรม เพราะทำเอาคนทำงานหลายคนไม่อยากทำงานและอยากหางานใหม่กันมากมาย  อาการของโรคเบื่องานหลักๆคือ การบ่นถึงตัวงาน ถึงเพื่อนร่วมงาน ถึงองค์กร  การเบื่อวันจันทร์ การที่รู้สึก ลั้นลาในวันศุกร์  และมักจบลงที่การบอกว่าจะหางานใหม่  แต่การหางานใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะคุณๆ ทั้งหลาย ลองมา แก้โรคเบื่องานกันก่อนไหม ก่อนที่จะประกาศตัวว่าจะไปหางานใหม่

  1. ลองรักงานที่ทำอีกครั้ง

งานก็เหมือนคนรัก อาจมีช่วงที่จืดจางเบื่อหน่ายกันไปบ้างก็ขอให้มาทบทวนใหม่ว่า มันเกิดจากอะไร เกิดจากคุณรักงานไม่มากพอรึเปล่า   คุณมองข้ามคุณค่าของงานที่ทำอยู่รึไม่ เพราะหากคุณมองเห็นคุณค่างานที่ทำ คุณจะมีแรงใจในการทำงาน บางคนนั้นทำงานมานานแต่องค์กรไม่เคยสื่อสารให้รู้ว่าวานที่ทำมีผลต่อองค์กรอย่างไร บางทีงานที่แสนเบื่อของคุณนั้นคืองานที่มีค่าต่อองค์กรมากทีเดียว   หากคุณได้รู้ถึงคุณค่าของงานที่ทำความภูมิใจในงานย่อมเกิดขึ้น แล้วคราวนี้คุณอาจกลับมารักงานได้อีกครั้ง

  1. เบื่อนักก็พักบ้าง หันหลังให้สักพักแล้วอะไรๆอาจดีขึ้น

วันลาพักร้อนมีจงใช้ซะ การกำหนดการลาพักร้อนนั้นแท้จริงอาจจะมีขึ้นมาให้คุณมีเวลาหันหลังให้งานที่แสนเบื่อก็เป็นได้ ใช้สิทธิตรงนี้เอาเวลาตรงนี้ไปพักผ่อนร่างกายจิตใจเมื่อคุณมีความสดชื่นอารมณ์ดีการกลับมาทำงานอีกครั้งก็เหมือนว่าชาร์ทแบตมาเต็มที่ แบบนี้ไฟในการทำงานน่าจะกลับมาแล้ว

3.ขยับไปทำอะไรที่แปลกใหม่ดูบ้าง

นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนงานโดยการลาออกแต่เป็นการเปลี่ยนหน้าที่รับผิดชอบ หลายองค์กรมี การหมุนเวียนเปลี่ยนงาน (Job Rotation) เพื่อให้พนักงานได้เรียนรู้งานที่หลากหลายและป้องกันการเบื่องานถ้าคุณรู้สึกเบื่องานรองไปคุยกับหัวหน้างานสักนิดเพื่อร่วมกันหาทางออก ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนงานเสมอไป

  1. 4. เปลี่ยนวิธีการทำงานดูบ้างน่าจะดี

บางคนนั้นทำงานเดิมซ้ำๆก็เบื่อได้ ถ้าเคยทำงานแบบเดิมด้วยวิธีเดิมก็คงทำให้จำเจ ถ้าคุรคิดในมุมกลับกันว่าคุณเชี่ยวชาญในการทำงานด้วยวิธีการนี้แล้วจะลองหาแนวทางในการทำงานแบบใหม่ที่ทำให้ทำงานได้เร็วและดีขึ้นได้อย่างไรนี่ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เพิ่มความท้าทายให้การทำงานและลดความน่าเบื่อลงได้ แถยังช่วยให้องค์กรประหยัดทรัพยากรอีกด้วย

 

5.สุดท้ายทบทวนให้ดีก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงาน

หลายคนพอเบื่องานก็อยากลาออกไปหางานใหม่ แต่บางทีไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเพราะสิ่งที่ติดตัวคุณไปคือทัศนคติของการทำงานถ้ายังมีความคิดเดิมๆทำงานที่ไหนก็คงได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนเดิม ทำกี่ที่ก็อาจจะเบื่อได้เหมือนเดิมดังนั้นปรับที่ความคิดของคุณก่อนน่าจะดีกว่า

Please follow and like us:

พฤติกรรมสุด ยี้ !!! อย่าทำแบบนี้เวลาไปสัมภาษณ์งาน

สร้างความประทับใจแรกพบได้ (First Impression) เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สมัครงานต้องสร้างให้กับกรรมการสัมภาษณ์งานประทับใจให้ได้ เพราะมีผลต่อการพิจารณาให้คุณได้งานเป็นอย่างมาก เมื่อมีโอกาสได้ผ่านการรับเลือกให้เข้าสัมภาษณ์งานแล้ว ผู้สมัครงานจงทำให้ดีที่สุด และควรปฏิบัติตามมารยาทที่ดีในการสัมภาษณ์งาน โดยเลี่ยงที่จะทำพฤติกรรมต่อไปนี้

  1. อย่าดูเวลา หรือ มองนาฬิกาบ่อยๆ

รีบไปไหนรึเปล่า !! มีธุระรึอย่างไร กรรมการอาจจะตัดสินว่าคุณกำลังรีบ หรืออึดอัด และอยากจะออกไปจากการสัมภาษณ์เร็วๆ จึงไม่ควรทำ ควรที่จะจดจ่อและให้ความสำคัญกับการตอบคำถามของกรรมการจะดีกว่า

  1. โทรศัพท์ดังระหว่างสัมภาษณ์แบบนี้คะแนนติดลบแน่ๆ

ต้องปิดโทรศัพท์มือถือก่อนเข้ารับการสัมภาษณ์ถือเป็นมารยาทสากลที่ควรทำ เพราะเสียงโทรศัพท์ทำให้กรรมการสัมภาษณ์เสียสมาธิ และเป็นการขัดจังหวะการสัมภาษณ์งาน บางทีที่ถือเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญจะหยุดสัมภาษณ์และเชิญคุณออกจากห้องไปเลย

  1. แต่งตัวดีคือสุภาพไม่ใช่ของแพงและดูฟู่ฟ่า

การแต่งตัวไปสัมภาษณ์งานเน้นความสุภาพเรียบร้อย ด้วยชุดสากลไม่ควรแต่งตัวโดดเด่น เป็นที่ดึงดูดสายตาผู้คน การใส่มีเครื่องประดับควรพิจารณาให้ดี ใส่ได้แต่อย่าเยอะ จนรุงรัง นาฬิกาเรียบๆ แหวนเรียบๆถือว่าผ่าน แต่ถ้าถึงขั้นใส่สร้อย และตุ้มหาที่ระย้าห้อยลงมาคงไม่เหมาะ  และไม่จำเป็นต้องเป็นของแพง อีกอย่างกรุณาแต่งตัวคลุมโทน อย่างใส่เสื้อสีกางเกงหรือกระโปรงอีกสี และคลุมทับด้วยสูทอีกสี แบบนั้นดูขาดรสนิยมเหลือร้าย

  1. ควบคุมพฤติกรรมของตัวเองให้ดี

ทุกคนมักมีพฤติกรรมที่คุณชอบทำ โดยไม่รู้ตัว ต้องควบคุมตัวเองให้ดี เพราะหากไม่ควบคุมตัวเองพฤติกรรมนั้นอาจอาจเบี่ยงเบนความสนใจของกรรมการสัมภาษณ์ และทำให้กรรมการรำคาญจนเกิดอคติพฤติกรรมที่โดยปกติอาจไม่ใช่เรื่องแย่แต่สำหรับการสัมภาษณ์งานนั้นผู้สมัครงานต้องไม่กระทำคือ  การยักไหล่ การบิดขยับตัว สะบัดผม การกระพริบตาถี่ๆ การเขย่าขา  อาการล้วงแคะแกะเกา

 

 

  1. อย่าพูดรัวเร็วเป็นรถด่วน

การสื่อสารโดยคำพูดของคุณในการตอบคำถามกรรมการสัมภาษณ์ต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การพูดไม่ควรพูดเร็วจนรัว  ต้องเว้นจังหวะหายใจบ้าง ไม่พูดยาวนานจนกรรมการเบื่อไม่ตั้งใจฟัง  ควรพูดให้กระชับได้ใจความ  เว้นจังหวะให้ดี สังเกตพฤติกรรมผู้ฟังโดยมองดูว่าเขาต้องการสอบถามอะไรหรือไม่ ที่คุณกำลังตอบถ้าเห็นว่าเขาต้องการถามอะไรควรพูดจาให้กระชับและเปิดโอกาสให้กรรมการสอบถามคุณ

 

จำไว้ว่าการสัมภาษณ์งานอาจใช้เวลาเพียง 15-20 นาที แต่เวลาเพียงเท่านี้ผู้สัมภาษณ์มืออาชีพจะสังเกตพฤติกรรมของคุณอย่างละเอียดและวิเคราะห์คุณได้อย่างท่องแท้ และเวลาเพียงไม่นานอาจเปลี่ยนชีวิตของคุณไปเลย เตรียมตัวให้ดีก่อนไปสัมภาษณ์โอกาสได้งานจะเป็นของคุณ

Please follow and like us:

เทคนิคการสัมภาษณ์งานรูปแบบใหม่ ทำยังไงให้ค้นเจอคนที่ใช่ให้องค์กร

ในการสมัครงานนั้นไม่ใช่แค่ฝั่งของผู้สมัครงานเท่านั้นที่ต้องเตรียมตัวผู้ที่เป็นกรรมการการสัมภาษณ์ก็ต้องเตรียมตัวเพื่อที่จะคัดผู้สมัครที่ตรงกับความต้องการขอองค์กร   เดิมทีเมื่อมีการสมัครงานเข้ามา มักใช้รูปแบบการสัมภาษณ์งานแบบดั้งเดิม คือสัมภาษณ์กัน 1 ต่อ 1 หรือที่เรียกว่า The Traditional One-on-One Interviewคือผู้สัมภาษณ์ 1 คน และผู้ถูกสัมภาษณ์ 1 คน ซึ่งโดยปกติแล้วจะผู้จัดการฝ่ายบุคคลเป็นผู้สัมภาษณ์ เพื่อพิจารณาแง่มุม ความคิด ไหวพริบ และบุคลิกภาพ  แต่ปัจจุบันนั้นการคัดเลือกผู้สมัครงานใช้วิธีนี้ไม่เพียงพอแล้ว เทคนิคการสัมภาษณ์งานจึงมีการพัฒนาขึ้นมาก มาดูสิว่ามีอะไรบ้าง

The Group Interview หรือ การสัมภาษณ์งานแบบกลุ่มเป็นการสัมภาษณ์ผู้หางานหลาย ๆ คนในเวลาเดียวกัน ใช้ได้ดีในการจัดหาทีมงานแผนกการตลาด เพราะทำให้เห็นว่าผู้หางานแต่ละคนทำงานร่วมกันได้หรือไม่ คำถามที่มักถาม เช่น ให้บอกคำจำกัดความสำหรับตัวคุณ ที่ไม่ซ้ำกับคนในกลุ่ม หรือ หากเราให้คุณทุกคนทำงานในทีมเดียวกันคุณจะมีหน้าที่ทำอะไรในทีม   ต้องสามารถดึง Team spirit และความกระตือรือร้นความ มีไหวพริบ การแก้ไขสถานการณ์เฉพาะของผู้ถูกสัมภาษณ์ออกมาให้

The Phone Interview การสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ เป็นการคัดสรรผู้หางานเบื้องต้น ผู้สมัภาษณ์จะรู้ว่าผู้ถูกสัมภาษณ์มีความกระตือรือร้นในการตอบหรือไม่จากน้ำเสียง จะเห็นความมีไหวพริบ และการควบคุมอารมณ์ และสถานการณ์แนะนำว่าให้โทรไปสัมภาษณ์ในเวลา 9.00 จะรู้ว่าผู้ตอบมีการเตรียมตัวพร้อมสำหรับการทำงานแล้วหรือยังบางคนอาจจะยังไม่ตื่นคุณจะรู้ถึงบุคลิกของเขาด้วย

The Video Interview อาศัยเทคโนโลยี ในการสัมภาษณ์งาน เหมือนการสัมภาษณ์งานตัวต่อตัว ในบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการมาก อาจสอบถาม สไตล์การทำงานของคุณเป็นแบบไหนคุณมีวิธีจัดการกับความกดดันในงานอย่างไร ใครคือต้นแบบในการทำงานของคุณ

The Case Interview ให้การบ้านไปคิดต่อ เป็นการสัมภาษณ์งานแบบพิเศษ เพื่อดูวิธีการวิเคราะห์ปัญหา ตลอดจนทักษะแก้ไขปัญหาของผู้หางานภายใต้ความกดดันมักใช้ในตำแหน่งที่ต้องการคนที่มีความสามารถในการวิเคราะห์สูงและเกี่ยวกับการกำหนดกลยุทธ์องค์กร   อาจให้โจทย์ว่าองค์กรต้องการเพิ่มยอดขาย 20 % คุณจะสร้างแผนการดำเนินงานอย่างไร การสัมภาษณ์งานประเภทนี้ไม่มีคำตอบใดที่ถูกต้อง หรือผิดอย่างชัดเจน แต่จะพิจารณาว่าการนำเสนอนั้นสมเหตุผลไหมและน่าเชื่อถือหรือไม่

The Stress Interview การสร้างความกดดันระหว่างสัมภาษณ์ สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์อยากทราบ คือปฏิกิริยาของผู้หางานที่มีต่อสถานการณ์ตรงหน้า การควบคุมตัวเอง และการคุมสติ การแสดงวิธีคิดในการแก้ปัญหาอาจสัมภาษณ์ผู้ที่เป็นผู้สมัครที่ดีที่สุด 2 คนพร้อมกันเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเข้มข้นโดยมีผู้สัมภาษณ์เป็นคณะ

Please follow and like us: